บทเรียนบางประการจากหนังที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิง Best Picture ใน Academy Awards 2012

ในช่วงสามสี่วันมานี้ดูหนังเข้าชิงออสการ์ปีนี้ 3 เรื่องละ ไล่มาตั้งแต่ the Descendants, the Artist, และ Hugo

พบว่าหน้งปีนี้เป็นหนังที่ดูง่ายและให้แง่คิด ภาพ การถ่ายทำ และองค์ประกอบอื่นๆของหนังนั้นยอดเยี่ยม แต่ที่ดีไปกว่านั้นคือ บทภาพยนต์ที่มีความละเอียดละออ เป็นเหตุเป็นผล มีวิธีการเล่าเรื่องและจังหวะของหนังที่ทำให้มันน่าสนใจมาก

บทเรียนบางประการจากหนังทั้ง 3 เรื่อง

The Descendants – จงอย่าลืมให้ความสำคัญกับคนสำคัญในชีวิต, ลองเรียนรู้ชีวิตด้านอื่นของคนที่เราเคยตัดสินเขาว่าโง่ ยโสโอหัง เลว และไร้ศีลธรรม, ท้ายที่สุดเมื่อเราตาย คนก็จะคิดถึงเราจากสิ่งที่เราได้ทำลงไปตอนมีชีวิต … สำหรับคนที่อยู่ การได้บอก/ได้รับความจริง และการให้อภัยเท่านั้นที่จะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างสงบได้

The Artists – เกียรติและศักดิ์ศรีของเราอาจทำร้ายเราได้ หากมันทำให้เรายึดมั่นถือมั่นจนลืมปรับตัว, จงทำดีกับทุกๆคนไว้ ปรารถนาดี ส่งเสริมทุกๆคนที่เราทำได้ เพราะวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว สิ่งดีๆเรานั้นก็จะเวียนกลับมาหาเรา และอาจจะเปลี่ยนชีวิตเราในยามยากลำบาก

Hugo – ชีวิตแต่ละคนมีเป้าประสงค์ (Purpose) ชีวิตที่ดูว่างเปล่าไร้ความหมายและไม่มีความสุขอาจเกิดจากการที่เราไม่ได้ทำสิ่งที่เราควรทำ หรือไม่ได้ทำตามเป้าประสงค์ในชีวิตของเรา, เช่นกัน การให้โอกาสคนเล็กๆคนหนึ่งให้ได้เติบโต เขาอาจจะนำพาหรือช่วยให้เราเติบโตหรือพบกับความสุขได้

จริงๆก่อนหน้านี้ได้ดู the Tree of Life ด้วย แต่มัน abstract มวากกก เลยไม่ขอพูดถึง พูดได้อย่างเดียวว่า เป็นหนัง Drama ที่ภาพสวยและมีวิธีเล่าเรื่องที่แนวมากๆ (แบบที่คนทำหนัง art จะเข้าใจ…แต่ผมไม่เข้าใจแฮะ)

 

 

 

การยอมรับความแตกต่างทางศีลธรรม

ผมคิดว่าเราควรยอมรับความแตกต่างกันทางอุดมการณ์ และความคิดเห็นทางสังคมการเมืองอย่างที่สุด แต่ความแตกต่างทางศีลธรรมเรายอมรับได้มากถึงระดับหนึ่งเท่านั้น

ผมเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ความคิดความเชื่อและภูมิหลังทางสังคมย่อมทำให้ความเห็นว่า สิ่งใดควรทำไม่ควรแตกต่างกันไป

แต่มันจะมีบางอย่างที่ทำแล้ว ผลเชิงประจักษ์ยังไงก็เหมือนกัน คือ

1) ถ้าเราไปต่อยคนอื่น คนนั้นย่อมเจ็บ, ถ้าเราไปฆ่าใคร คนนั้นย่อมทรมานและตาย คนที่รักเขาย่อมเสียใจอย่างยิ่ง การงานที่เขารับผิดชอบย่อมเสียหาย;

2) ถ้าเราไปขโมยของคนอื่น เขาย่อมเสียโอกาสที่จะใช้ประโยชน์สิ่งนั้นตามที่เขาควรทำ และเสียใจ อาจส่งผลกระทบไปถึงแรงจูงใจในการประกอบอาชีพและระบบเศรษฐกิจโดยรวม,

3) ถ้าเราไปคบชู้ นอกใจคนรักของเรา คนรักของเราย่อมเจ็บใจ เสียใจ,

4) ถ้าเราโกหกคนอื่น คนอื่นย่อมไม่รู้ความจริง และอาจตัดสินใจผิดพลาด และเมื่อรู้ว่าโดนโกหกก็จะโกรธหรือเสียใจ นำไปสู่ความไม่เชื่อใจกัน เพิ่ม transaction cost ต้องมีสัญญาและการบังคับสัญญาให้ยุ่งยากเพิ่มเติมขึ้นมา, เราไปพูดยุแยงให้คนแตกกัน ความขัดแย้ง ทำร้ายจิตใจและร่างกายกันย่อมเกิดขึ้น, เมื่อพูดส่อเสียด คนที่ถูกพูดพาดพิงก็ย่อมเจ็บช้ำน้ำใจ

สิ่งเหล่านี้ แม้ว่าจะเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ปรากฎการณ์เชิงประจักษ์เหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นอยู่แล้ว ถ้าเห็นกงจักร เป็นดอกบัว คนนั้นย่อมบรรยายว่า ดอกบัวนี้มีเป็นใบโลหะแข็งแหลมคม ฉันใดก็ฉันนั้น

ฉะนั้นผมคิดว่าความแตกต่างทางศีลธรรมนั้นเป็นไปได้และความยอมรับ จนถึงจุดที่มีการกระทำ 4 ประการนี้ ที่ผมเชื่อว่าแนวคิดทางศีลธรรมไหนก็ควรจะเห็นว่า 4 อย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ควรทำ

หากประกาศว่าเป็นหลักศีลธรรมที่ตนยึดถือ แต่เห็นว่า 4 ประการข้างต้นเป็นสิ่งดี ก็ถือว่าเป็นการโกหกคำโตเลยทีเดียว

ประชาธิปไตยกับการศึกษา: ระบบการศึกษาไทยได้สร้างทัศนคติสำหรับประชาธิปไตยให้กับคนไทยหรือยัง?

อย่างที่กล่าวไปแล้วในบทความก่อนว่า เยาวชนอยู่ในระบบการศึกษาเป็นเวลานาน ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตในช่วงต้นอยู่ที่โรงเรียน สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนจึงมีผลต่อการหล่อหลอมทัศนคติและนิสัยของคนไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับเวลาที่เขาใช้ในโรงเรียน

ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น มิใช่เพียงการมีอยู่ของรูปแบบ กติกา และองค์กรตามที่ประเทศประชาธิปไตยพึงมีเท่านั้น ทัศนคติของคนในสังคมก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการทำให้ประชาธิปไตยสามารถทำงานได้

คำถามคือ อะไรคือทัศนคติที่จำเป็นต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย และโรงเรียนได้สร้างสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมทัศนคติดังกล่าวหรือไม่

ทัศนคติที่จำเป็นต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานที่จำเป็นต้องมีไม่่ว่าจะเป็นในระบอบการปกครองใดก็ตาม เช่น การรู้จักสิทธิิและหน้าที่ของตนเอง เป็นต้น แต่ผมคิดว่า ทัศนคติที่ไม่จำเป็นต้องมีในระบอบการปกครองแบบอื่น แต่จำเป็นอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตยก็คือ ทัศนคติที่มองว่าเรื่องของส่วนรวมเป็นเรื่องที่เราจะต้องมีส่วนร่วมในการทำอะไรสักอย่าง ถ้าว่ากันตามศัพท์ที่มักใช้กันในปัจจุบันอาจจะเรียกว่ามี public mind (จิตสาธารณะ) และเป็น active Citizen

ผมเห็นว่ากิจกรรมที่อยู่ในระบบการศึกษาปัจจุบันที่เชื่อกันว่าปลูกฝังเรื่องประชาธิปไตยให้กับนักเรียน ไม่ได้ช่วยสร้างทัศนคติในส่วนนี้ กิจกรรมที่ว่าก็คือ การเลือกตั้งประธานนักเรียน และคณะกรรมการนักเรียนในโรงเรียนมัธยม หรือกระทั่งการเลือกตั้งประธานคณะ นายกองค์การนักศึกษา/สโมสรนิสิต ฯลฯ ผมในฐานะคนที่อยู่ในกิจกรรมเหล่านี้มาตลอดเห็นว่า มันได้สร้างให้ผมและเพื่อนอีกจำนวนมากที่ร่วมทำกิจกรรมเหล่านี้มีจิตสาธารณะและเป็นพลเมืองที่ active แต่ผมและเพื่อนเป็นเพียงคนไม่ถึง 1% ของเด็กทั้งโรงเรียนหรือทั้งมหาวิทยาลัยที่มีโอกาสเข้าไปทำเรื่องสาธารณะเหล่านี้

ผมกลับมองว่า สำหรับคนอื่นที่ไม่ได้จับพลัดจับผลูหรือถูกผลักดันให้เข้ามาในเล่นบท active ในกิจกรรมนี้ กลับถูกหล่อหลอมไปในอีกทางหนึ่งโดยสิ้นเชิง ผมมองว่าการเลือกตั้งประธานนักเรียน ประธานคณะ นายกฯองค์การนักศึกษาเป็นสิ่งที่ปลูกฝังทัศนคติ “กบเลือกนาย” ให้กับคนส่วนใหญ่ ผมคิดว่ามันเป็นบ่อเกิดของทัศนคติที่แบ่งแยกระหว่าง “ผู้ปกครอง”และ “ผู้ถูกปกครอง” อย่างแท้จริง นักเรียน/นักศึกษามีหน้าที่แค่ไปเลือกให้คนไปทำงานสาธารณะที่ตัวเองไม่เคยสนใจ และอาจจะได้รับประโยชน์บ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น

พอถึงคราวที่มีเรื่องเสียหายมีผลกระทบถึงตัวเอง เราถึงจะโวยวาย หรือทำอะไรซักอย่าง ตรงนี้ผู้อ่านอาจมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่ผมว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะเราถูกหล่อหลอมให้มองเป็นอย่างนั้น จากระบบทำงานกลุ่มในโรงเรียน/มหาวิทยาลัย คือ ถ้าเราไม่ทำ เราเดือดร้อน ต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย และมีความจำเป็น แต่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยผมคิดว่ามันต้องก้าวไปอีกขั้นหนึ่งให้ได้

…ไปถึงขั้นที่มองว่าเรื่องสาธารณะเป็นของเรา และเราควรมีส่วนร่วม

ผมมีเพื่อนมาจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หลายคนมาก สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นในคนเหล่านี้ก็คือ เวลามีงานในคณะ ในมหาวิทยาลัย เขาจะพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์ ทำอะไรสักอย่างเสมอ ตามช่องทางที่พอทำได้ เรียกได้ว่า 9 จาก 10 คนที่ผมรู้จักเป็นอย่างนี้ แน่นอนว่าอาจมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของเขา หรือเงื่อนไขที่ทำให้คนเหล่านี้มาเป็นเพื่อนผม แต่ข้อสังเกตนึงที่ผมได้จากการคุยกับเพื่อนๆเหล่านี้ก็คือ …

โรงเรียนสาธิตเกษตรฯไม่มีสิ่งที่เรียกว่าคณะกรรมการนักเรียน เวลามีงานโรงเรียน งานต่างๆจะถุกแบ่งลงมาตามระดับชั้น แบ่งออกไปในระดับห้อง ในห้องก็แบ่งงานกันทำ แน่นอนว่ามีคนอู้คนอะไรบ้าง แต่นี่เป็นระบบที่ทำกันมาตั้งแต่เด็กน้อยจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีระดับความรับผิดชอบลดหลั่นกันไปตามระดับชั้น ชั้นโตก็ทำมาก ชั้นเด็กก็ทำน้อยหรือมีส่วนร่วมเฉยๆ

ผมมีสมมติฐานว่าระบบแบบนี้มีผลต่อการหล่อหลอมทัศนคติของเด็กสาธิตเกษตร ระบบดังกล่าวหล่อหลอมทัศนคติที่เด็กสาธิตเกษตรมีต่อความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและสังคม ไม่ว่าเขาจะเลือกที่จะมีส่วนร่วมหรือเปล่า เขารู้ว่าสิ่งที่เป็น norms ของสังคมคือ แต่ละคนมีบทบาทบางอย่างในงานของโรงเรียน ซึ่งเป็นงานสาธารณะและเขาเองอาจจะได้หรือไม่ได้รับประโยชน์ก็ได้

ในทางกลับกัน งานโรงเรียนของโรงเรียนที่มีระบบคณะกรรมการนักเรียน norms ของสังคมนั้นๆคือ คนที่มีบทบาททำงานสาธารณะของโรงเรียนคือ คณะกรรมการนักเรียน นักเรียนธรรมดาก็ใช้ชีวิตปกติของตนเองไป อาจทำงานตามที่ถูกขอบ้างก็เป็นครั้งคราว ซึ่งคนเหล่านี้ก็จะเริ่มถูกหล่อหลอมทัศนคติต่อสังคมให้พยายามทำตนให้เป็นประโยชน์ในจุดที่ทำได้

ทั้งหมดทั้งปวงที่เขียนมานั้น ผมต้องการจะบอกว่า ทัศนคติที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตยคือการที่คนเห็นเรื่องสาธารณะเป็นเรื่องของตนเอง เป็นเรื่องที่ตนเองจะต้องมีส่วนร่วม และสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนที่จะหล่อหลอมทัศนคตินี้ก็คือ สิ่งแวดล้อมที่ทำให้การที่นักเรียนมีส่วนในการทำตนให้เป็นประโยชน์กับกิจการสาธารณะของโรงเรียนตั้งแต่การออกความคิดเห็นและร่วมลงมือทำอย่างจริงจัง ผ่านหลากหลายช่องทาง จะเป็นการหล่อหลอมทัศนคติที่จำเป็นต่อระบอบประชาธิปไตย

ที่สำคัญคือ เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือทำลายระบบเดิม แต่ควรปรับให้มันมาในแนวนี้มากกว่า เช่น โรงเรียนที่มีระบบคณะกรรมการนักเรียน ก็ควรจะขยายการมีส่วนร่วมไปในระดับห้องอย่างจริงจัง มีการแบ่งงานอย่างจริงจังชัดเจน คือ คณะกรรมการนักเรียนเป็นผู้นำให้นักเรียนในโรงเรียนมีส่วนร่วมทำโรงเรียนให้ดีขึ้นนั่นเอง หรือ อีกแนวหนึ่งคือ พัฒนาระบบชุมนุมชมรมให้เข้มแข็ง ให้นักเรียนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่หลากหลายตามความสนใจ แล้วจึงเชิญชวนหรือแบ่งงานที่เป็นประโยชน์สาธารณะลงไปในองค์กรเหล่านี้ เป็นต้น

หากทำได้ ผมเชื่อว่าคนไทยจะมีความกระตือรือร้นเชิงการเมืองและมีส่วนร่วมในการช่วยกันทำสังคมให้ดีขึ้นมากกว่านี้ เพราะมันจะถูกหล่อหลอมเป็นทัศนคติ เป็นนิสัย เป็นบรรทัดฐาน มิใช่เพียงคำรณรงค์สวยหรูเท่านั้น

ตอบคำถามเหล่านี้ก่อนดำเนินการนโยบายเปิดห้องรับเด็กฝากจะดีกว่าไหม?

นสพ.กรุงเทพธุรกิจได้นำเสนอข่าวนโยบายเปิดห้องรับเด็กฝากของท่าน รมว.ศึกษาธิการ (อ่านได้ที่นี่)สงสัยมากๆว่า ท่าน รมว.ศึกษาธิการได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา หรือกระทั่งด้านเศรษฐศาสตร์บ้างหรือไม่เกี่ยวกับผลกระทบของนโยบายนี้ มีหลายคำถามที่ตามมา

1. ถ้าเด็กมีความสามารถจริงทำไมเขาจึงต้องใช้ช่องทางนี้ในการเข้าเรียน

2. นโยบายนี้เป็นการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในสังคมหรือไม่ คือ คนรวยใช้เงินบริจาคก็เข้าเรียนได้ ในขณะที่เด็กรายได้น้อยที่มีความสามารถเท่ากันกลับไม่สามารถเข้าเรียนได้ ?

3. การให้เปิดห้องเรียนรับเด็กฝากโดยเฉพาะจะส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็กหรือไม่อย่างไร และมันมีผลต่างจากการเอาเด็กฝากไปคละกับเด็กที่สอบเข้าธรรมดาอย่างไร โดยเฉพาะในแง่ของการช่วยเหลือกันในเชิงวิชาการของเด็กนักเรียน และความแตกต่างแปลกแยกกับเพื่อนที่เข้าเรียนด้วยวิธีที่ต่างกัน ?

4. การฝากเด็กเป็นพฤติกรรมของผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนที่ดี มันสะท้อนปัญหาหลายประการ
ก. โรงเรียนที่ลูกที่พ่อแม่ต้องฝากเข้านั้นทำเต็มประสิทธิภาพ ประสิทธิประสาทวิชาให้ลูกได้เต็มที่ดีเยี่ยมหรือยัง
ข. โรงเรียนลำดับต่อไปที่จะไปเข้านั้น อาจจะคุณภาพต่างกันมากจนพ่อแม่ต้องหนีจากโรงเรียนที่ลูกเข้าได้ด้วยความสามารถ
ค. อาจมีเงื่อนไขอื่นๆหรือไม่ที่ผู้ปกครองจำต้องฝากเด็กเข้าโรงเรียนที่เด็กความสามารถไม่ถึง

กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับปัญหาเหล่านี้หรือยัง ก่อนที่จะมาพิจารณานโยบาย”เปิดห้องเรียนรับเด็กฝาก” นี้

5. มันเป็นการส่งสัญญาณให้เด็กนักเรียนไม่ใช้ความสามารถของตนในการบรรลุเป้าหมายตั้งแต่เด็ก แต่ใช้เงินและอำนาจของพ่อแม่หรือเปล่า ?

6. มันจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างครู และนักเรียนกลุ่มเด็กฝากนี้ เปลี่ยนไปหรือไม่เท่าเทียมกันกับเด็กกลุ่มอื่นในโรงเรียนหรือไม่ และเป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรองโดยเฉพาะกับผู้ปกครองกลุ่มนี้ในโรงเรียนหรือไม่?

7. ข้อสุดท้ายแล้วสำคัญที่สุดคือ อะไรเป็นวัตถุประสงค์ของนโยบายนี้ และมันมีประโยชน์อะไรหรือไม่ต่อการพัฒนาระบบและคุณภาพการศึกษาไทย?

…. นี่ขนาดนึกไวๆยังมีคำถามเกี่ยวกับนโยบายนี้ที่ต้องตอบมากมาย ท่าน รมว.ศึกษาธิการได้ทำการบ้านมากพอหรือยังก่อนที่จะออกนโยบายนี้ออกมา

ทำไมโรงเรียนจึงเป็นจุดสำคัญในการพัฒนาประเทศ

เวลาพูดถึงการพัฒนาสังคม พัฒนาประเทศ การศึกษาและครอบครัวมักเป็นปัจจัยสำคัญที่มักถูกพูดถึงและเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทุกคนคิดว่าจะต้องได้รับการพัฒนา

อย่างไรก็ดี ในแง่การพัฒนาแล้ว การจัดการกับโรงเรียนทำได้ง่ายกว่าการจัดการกับครอบครัวมากนัก หากเราพิจารณากันในทางปฏิบัติ

โรงเรียนจัดการได้ง่ายกว่าเพราะว่าโรงเรียนมีลักษณะเป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้กฎกติกาและนโยบายที่รัฐสามารถสั่งการได้ ในขณะที่ครอบครัวนั้นมีจำนวนมากและไม่สามารถถูกสั่งการโดยนโยบายของรัฐได้โดยตรง แต่ทำได้ผ่านการคลายข้อจำกัดและการเพิ่มแรงจูงใจของสมาชิกในครอบครัวให้สามารถบรรลุเป้าหมาย “ครอบครัวเข้มแข็ง” ตามที่ผู้คนคาดหวัง

นอกจากนี้โรงเรียนยังเป็นที่ที่เด็กใช้เวลาเรียนรู้และมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมากที่สุด มากกว่ากับครอบครัวเสียอีก จุดนี้ทำให้ผมคิดว่านี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ หากเด็กจะโตขึ้นเป็นคนยังไงก็ขึ้นอยู่กับเวลาในโรงเรียนมากเช่นกัน โดยเฉพาะทัศนคติเกี่ยวกับบทบาทของตนเองกับสังคม

ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ เราจะจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรียนให้เด็กๆเรียนรู้เรื่องอะไรอย่างไร ไม่ใช่เฉพาะการจัดหลักสูตรภายในห้องเรียนเท่านั้น

ความเห็นต่อมติกรรมการบริหาร มธ. กรณีไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่เคลื่อนไหวกรณีมาตรา 112

อ.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้โพสต์ใน status ของอาจารย์รายงานผลการประชุมกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า

ที่ประชุมกรรมการบริหารมหาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งประกอบด้วยคณบดี ผู้อำนวยการสำนักสถาบันมีมติเอกฉันท์ว่ามหาลัยคณะสำนักสถาบันจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่มหาลัยเพื่อเคลื่อนไหวกรณีมาตรา 112 อีกต่อไป เพราะมหาลัยเป็นสถานที่ราชการ การอนุญาตต่อไปอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนีนการของมหาลัยหรือมหาลัยเห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบริเวณมหาลัย จนมหาลัยไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินของมหาลัยได้”

ผมขอบันทึกความคิดเห็นของผมที่โพสต์ตอบใน status ของ แบบที่ edit แล้วไว้ในบล๊อกนี้เพื่อแสดงความคิดเห็นอีกทางหนึ่งครับ

“ไม่เห็นด้วยครับ

การแสดงความคิดเห็นที่มีเหตุมีผลและมีพื้นฐานมาจากความรู้/หลักวิชาการนั้น แม้สังคมเห็นว่าผิด หรือรัฐไม่สนับสนุน มหาวิทยาลัยก็ยังควรจะเป็นพื้นที่เปิดให้ความคิดเห็นเหล่านี้ได้ถูกนำเสนอและถกเถียงอย่างมีเหตุมีผล ไม่ใช่ปิดพื้นที่นี้อีก

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับอาจารย์กิตติศักดิ์ และแนวคำพิพากษาของรัฐธรรมนูญเยอรมันที่อาจารย์ได้เขียนไว้ในบทความนี้ครับ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1327760753

“การโต้แย้ง ตำหนิ กล่าวร้าย ประณาม ยกยอ โฆษณาชวนเชื่อ ล้วนเป็นการแสดงความคิดเห็น ซึ่งแม้เราไม่เห็นด้วยเลย หรืออยากคัดค้านเต็มที่ เราก็มีหน้าที่ช่วยคุ้มครองรักษาเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนี้ไว้ แต่ต้องตระหนักด้วยว่าเสรีภาพชนิดนี้ย่อมมีได้เพียงเท่าที่เป็นการจูงใจผู้อื่นเท่านั้น เมื่อใดที่การแสดงข้อความ หรือการแสดงความคิดเห็นเป็นไปในลักษณะข่มขู่ บังคับ ข่มขืนใจผู้อื่นไม่ว่าโดยทางกายภาพ หรือโดยทางจิตวิทยา การแสดงออกเช่นนั้นย่อมเป็นไปโดยไม่สงบ เป็นการประทุษร้ายต่อเสรีภาพของผู้อื่น และย่อมพ้นจากขอบเขตแห่งเสรีภาพตามความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ” (จากแนวคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญเยอรมัน – BVerfGE 7, 198, 15 Jan. 1958)

สิ่งที่มหาวิทยาลัยไม่ควรสนับสนุนคือ การแสดงความคิดเห็นในลักษณะข่มขู่ บังคับขืนใจผู้อื่นในทางกายภาพหรือจิตวิทยาครับ ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นที่เป็นเหตุเป็นผลบนพื้นฐานหลักวิชาอย่างนี้

หากจะมีความขัดแย้งรุนแรงเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยจะ “ต้อง” เป็นธุระในการประสานงานกับตำรวจหรือกระทั่งรัฐบาล หรือกระทั่งองค์กรระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นที่มุ่งประโยชน์ต่อสังคม (แต่ขัดใจเรา/และสังคมบางส่วน) ถ้าคนจะเข้าใจผิดก็เป็นธุระของมหาวิทยาลัยที่จะต้องประกาศชี้แจ้งจุดยืนและหลักการของมหาวิทยาลัยเช่นกัน

แม้ว่าทรัพย์สินและบุคคลเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องดูแล แต่มหาวิทยาลัยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ควรจะต้องเป็นป้อมปราการทางวิชาการมากกว่า คือ ใช้ความรู้ทางวิชาการในการพัฒนาสังคม ในขณะเดียวกันก็ควรจะต้องคุ้มครองการนำเสนอความคิดเห็นที่มีเหตุมีผลด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ว่าตัดสินใจดำเนินการตามการกดดันของสังคมอย่างนี้น่ะครับ

เรารู้กันดีอยู่ว่าการใช้กระแสสังคมกดดัน โดยไม่ใช้เหตุผลหรือกระทั่งฟังว่าคนอื่นพูดอะไรอยู่ไม่ทำให้สังคมพัฒนาไปทางไหนนอกจากกลายเป็นสังคมที่เก็บกดและไม่พัฒนา

โดยสรุปคือผมยอมรับการตัดสินใจ แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ และเห็นว่า ด้วยหลักคิดแบบนี้กรรมการบริหารชุดนี้ควรจะไปบริหารหน่วยงานราชการอื่นที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยมากกว่า”

ความคิดเห็นต่อบทความ “แก้ ไข ม.112 เท่ากับ ล้มเจ้า ใช่หรือเปล่า? (เส้นใต้บรรทัด)”

จากบทความของคุณจิตกร บุษบา “เส้นใต้บรรทัด” http://www.naewna.com/news.asp?ID=296997

ผมว่าเป็นบทความที่ให้ความรู้ผมหลายประการ และผมเห็นด้วยกับผู้เขียนในหลายประเด็นมากๆ แต่มีอยู่ 5 ข้อที่ผู้เขียนเสนอมาแล้วผมเห็นแตกต่างดังนี้ครับ  Continue reading