อย่างที่กล่าวไปแล้วในบทความก่อนว่า เยาวชนอยู่ในระบบการศึกษาเป็นเวลานาน ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตในช่วงต้นอยู่ที่โรงเรียน สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนจึงมีผลต่อการหล่อหลอมทัศนคติและนิสัยของคนไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับเวลาที่เขาใช้ในโรงเรียน
ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น มิใช่เพียงการมีอยู่ของรูปแบบ กติกา และองค์กรตามที่ประเทศประชาธิปไตยพึงมีเท่านั้น ทัศนคติของคนในสังคมก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการทำให้ประชาธิปไตยสามารถทำงานได้
คำถามคือ อะไรคือทัศนคติที่จำเป็นต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย และโรงเรียนได้สร้างสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมทัศนคติดังกล่าวหรือไม่
ทัศนคติที่จำเป็นต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานที่จำเป็นต้องมีไม่่ว่าจะเป็นในระบอบการปกครองใดก็ตาม เช่น การรู้จักสิทธิิและหน้าที่ของตนเอง เป็นต้น แต่ผมคิดว่า ทัศนคติที่ไม่จำเป็นต้องมีในระบอบการปกครองแบบอื่น แต่จำเป็นอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตยก็คือ ทัศนคติที่มองว่าเรื่องของส่วนรวมเป็นเรื่องที่เราจะต้องมีส่วนร่วมในการทำอะไรสักอย่าง ถ้าว่ากันตามศัพท์ที่มักใช้กันในปัจจุบันอาจจะเรียกว่ามี public mind (จิตสาธารณะ) และเป็น active Citizen
ผมเห็นว่ากิจกรรมที่อยู่ในระบบการศึกษาปัจจุบันที่เชื่อกันว่าปลูกฝังเรื่องประชาธิปไตยให้กับนักเรียน ไม่ได้ช่วยสร้างทัศนคติในส่วนนี้ กิจกรรมที่ว่าก็คือ การเลือกตั้งประธานนักเรียน และคณะกรรมการนักเรียนในโรงเรียนมัธยม หรือกระทั่งการเลือกตั้งประธานคณะ นายกองค์การนักศึกษา/สโมสรนิสิต ฯลฯ ผมในฐานะคนที่อยู่ในกิจกรรมเหล่านี้มาตลอดเห็นว่า มันได้สร้างให้ผมและเพื่อนอีกจำนวนมากที่ร่วมทำกิจกรรมเหล่านี้มีจิตสาธารณะและเป็นพลเมืองที่ active แต่ผมและเพื่อนเป็นเพียงคนไม่ถึง 1% ของเด็กทั้งโรงเรียนหรือทั้งมหาวิทยาลัยที่มีโอกาสเข้าไปทำเรื่องสาธารณะเหล่านี้
ผมกลับมองว่า สำหรับคนอื่นที่ไม่ได้จับพลัดจับผลูหรือถูกผลักดันให้เข้ามาในเล่นบท active ในกิจกรรมนี้ กลับถูกหล่อหลอมไปในอีกทางหนึ่งโดยสิ้นเชิง ผมมองว่าการเลือกตั้งประธานนักเรียน ประธานคณะ นายกฯองค์การนักศึกษาเป็นสิ่งที่ปลูกฝังทัศนคติ “กบเลือกนาย” ให้กับคนส่วนใหญ่ ผมคิดว่ามันเป็นบ่อเกิดของทัศนคติที่แบ่งแยกระหว่าง “ผู้ปกครอง”และ “ผู้ถูกปกครอง” อย่างแท้จริง นักเรียน/นักศึกษามีหน้าที่แค่ไปเลือกให้คนไปทำงานสาธารณะที่ตัวเองไม่เคยสนใจ และอาจจะได้รับประโยชน์บ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น
พอถึงคราวที่มีเรื่องเสียหายมีผลกระทบถึงตัวเอง เราถึงจะโวยวาย หรือทำอะไรซักอย่าง ตรงนี้ผู้อ่านอาจมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่ผมว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะเราถูกหล่อหลอมให้มองเป็นอย่างนั้น จากระบบทำงานกลุ่มในโรงเรียน/มหาวิทยาลัย คือ ถ้าเราไม่ทำ เราเดือดร้อน ต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย และมีความจำเป็น แต่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยผมคิดว่ามันต้องก้าวไปอีกขั้นหนึ่งให้ได้
…ไปถึงขั้นที่มองว่าเรื่องสาธารณะเป็นของเรา และเราควรมีส่วนร่วม
ผมมีเพื่อนมาจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หลายคนมาก สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นในคนเหล่านี้ก็คือ เวลามีงานในคณะ ในมหาวิทยาลัย เขาจะพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์ ทำอะไรสักอย่างเสมอ ตามช่องทางที่พอทำได้ เรียกได้ว่า 9 จาก 10 คนที่ผมรู้จักเป็นอย่างนี้ แน่นอนว่าอาจมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของเขา หรือเงื่อนไขที่ทำให้คนเหล่านี้มาเป็นเพื่อนผม แต่ข้อสังเกตนึงที่ผมได้จากการคุยกับเพื่อนๆเหล่านี้ก็คือ …
โรงเรียนสาธิตเกษตรฯไม่มีสิ่งที่เรียกว่าคณะกรรมการนักเรียน เวลามีงานโรงเรียน งานต่างๆจะถุกแบ่งลงมาตามระดับชั้น แบ่งออกไปในระดับห้อง ในห้องก็แบ่งงานกันทำ แน่นอนว่ามีคนอู้คนอะไรบ้าง แต่นี่เป็นระบบที่ทำกันมาตั้งแต่เด็กน้อยจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีระดับความรับผิดชอบลดหลั่นกันไปตามระดับชั้น ชั้นโตก็ทำมาก ชั้นเด็กก็ทำน้อยหรือมีส่วนร่วมเฉยๆ
ผมมีสมมติฐานว่าระบบแบบนี้มีผลต่อการหล่อหลอมทัศนคติของเด็กสาธิตเกษตร ระบบดังกล่าวหล่อหลอมทัศนคติที่เด็กสาธิตเกษตรมีต่อความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและสังคม ไม่ว่าเขาจะเลือกที่จะมีส่วนร่วมหรือเปล่า เขารู้ว่าสิ่งที่เป็น norms ของสังคมคือ แต่ละคนมีบทบาทบางอย่างในงานของโรงเรียน ซึ่งเป็นงานสาธารณะและเขาเองอาจจะได้หรือไม่ได้รับประโยชน์ก็ได้
ในทางกลับกัน งานโรงเรียนของโรงเรียนที่มีระบบคณะกรรมการนักเรียน norms ของสังคมนั้นๆคือ คนที่มีบทบาททำงานสาธารณะของโรงเรียนคือ คณะกรรมการนักเรียน นักเรียนธรรมดาก็ใช้ชีวิตปกติของตนเองไป อาจทำงานตามที่ถูกขอบ้างก็เป็นครั้งคราว ซึ่งคนเหล่านี้ก็จะเริ่มถูกหล่อหลอมทัศนคติต่อสังคมให้พยายามทำตนให้เป็นประโยชน์ในจุดที่ทำได้
ทั้งหมดทั้งปวงที่เขียนมานั้น ผมต้องการจะบอกว่า ทัศนคติที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตยคือการที่คนเห็นเรื่องสาธารณะเป็นเรื่องของตนเอง เป็นเรื่องที่ตนเองจะต้องมีส่วนร่วม และสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนที่จะหล่อหลอมทัศนคตินี้ก็คือ สิ่งแวดล้อมที่ทำให้การที่นักเรียนมีส่วนในการทำตนให้เป็นประโยชน์กับกิจการสาธารณะของโรงเรียนตั้งแต่การออกความคิดเห็นและร่วมลงมือทำอย่างจริงจัง ผ่านหลากหลายช่องทาง จะเป็นการหล่อหลอมทัศนคติที่จำเป็นต่อระบอบประชาธิปไตย
ที่สำคัญคือ เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือทำลายระบบเดิม แต่ควรปรับให้มันมาในแนวนี้มากกว่า เช่น โรงเรียนที่มีระบบคณะกรรมการนักเรียน ก็ควรจะขยายการมีส่วนร่วมไปในระดับห้องอย่างจริงจัง มีการแบ่งงานอย่างจริงจังชัดเจน คือ คณะกรรมการนักเรียนเป็นผู้นำให้นักเรียนในโรงเรียนมีส่วนร่วมทำโรงเรียนให้ดีขึ้นนั่นเอง หรือ อีกแนวหนึ่งคือ พัฒนาระบบชุมนุมชมรมให้เข้มแข็ง ให้นักเรียนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่หลากหลายตามความสนใจ แล้วจึงเชิญชวนหรือแบ่งงานที่เป็นประโยชน์สาธารณะลงไปในองค์กรเหล่านี้ เป็นต้น
หากทำได้ ผมเชื่อว่าคนไทยจะมีความกระตือรือร้นเชิงการเมืองและมีส่วนร่วมในการช่วยกันทำสังคมให้ดีขึ้นมากกว่านี้ เพราะมันจะถูกหล่อหลอมเป็นทัศนคติ เป็นนิสัย เป็นบรรทัดฐาน มิใช่เพียงคำรณรงค์สวยหรูเท่านั้น
