จากบทความของคุณจิตกร บุษบา “เส้นใต้บรรทัด” http://www.naewna.com/news.asp?ID=296997
ผมว่าเป็นบทความที่ให้ความรู้ผมหลายประการ และผมเห็นด้วยกับผู้เขียนในหลายประเด็นมากๆ แต่มีอยู่ 5 ข้อที่ผู้เขียนเสนอมาแล้วผมเห็นแตกต่างดังนี้ครับ
“4.มาตรา 112 ที่แยกออกจากความคุ้มครองพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ออกไปจาก พลเมืองทั่วไปนี้ จึงไม่ใช่เพราะท่านเป็น เจ้าแต่เพราะท่านเป็น ประมุข ของราชอาณาจักรหรือ ประมุขของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของบ้านเราครับ อย่าบิดเบือนว่าเพราะเป็น เจ้าจึงได้สิทธินี้ “
ผมค่อนข้างมั่นใจว่า นิติราษฎร์พูดชัดเจนในทำนองเดียวกันว่า พระมหากษัตริย์ ได้รับการคำครองเพราะตำแหน่งความรับผิดชอบในฐานะประมุขแห่งรัฐครับ
—-
“5.ไม่เพียงแต่จะ ลดชั้นขององค์พระมหากษัตริย์ ข้อเสนอ ของพวกเขายังจะ ลอยแพพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการ ออกจากความคุ้มครองเดิมที่มีด้วย? “
ข้อเสนอของนิติราษฎร์ไม่ได้ลอยแพ แต่ปรับอัตราโทษให้แตกต่างกัน โดยให้ของพระมหากษัตริย์สูงที่สุด จากนั้น พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการ ก็มีอัตราโทษลดหลั่นกันลงมา
—-
“7.เช่นเดียวกันกับการ แกล้งโง่ทำเป็น แยกไม่ออกระหว่างการวิพากษ์วิจารณ์ หรือติชมอย่างบริสุทธิ์ใจ กับการดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้าย จึงกล่าวหาว่า ม.112 เขียนไว้คลุมเครือ ทั้งๆ ที่ในทางกฎหมาย ถ้อยคำเหล่านี้มีความหมายที่สมบูรณ์อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว และเปิดโอกาสให้มีการ วิพากษ์วิจารณ์ หรือติชมด้วยความบริสุทธิ์ใจได้อยู่แล้ว ห้ามเพียงดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายเท่านั้น ซึ่งในชั้นศาล ย่อมต้องจำแนกแยกแยะก่อนพิพากษาอยู่แล้วว่า พฤติกรรมความผิดที่กระทำอยู่ในข่ายใด “
เห็นด้วยว่า ในคำที่พูดหมิ่นหรือไม่มันชัดเจนในตัวของมันเองอยู่แล้วครับ แต่การมีหลักเกณฑ์ที่ชัดกว่านี้ ทำให้ ตำรวจ และอัยการ มีเกณฑ์มากขึ้นที่จะต้องทำให้ครบเพื่อยืนฟ้อง … ซึ่งโยงกับประเด็นถัดไปที่บอกว่าปัญหามันอยู่ที่ตำรวจเลว อัยการเลว ส่งฟ้องทั้งๆที่มูลไม่มี และใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
ผมยังยืนยันว่าประเด็นนี้สำคัญมาก ในการป้องกันการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง
—-
“8.ไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องปรับลดอัตราโทษต่ำสุดลงมา เพราะโทษไม่ว่าสูงหรือต่ำ หากคนมิได้กระทำความผิด ย่อมมิต้อง รับโทษ หรือหากกระทำความผิด ศาลก็ใช้ดุลพินิจ พิจารณา จากพฤติการณ์ในคดีก่อนที่จะชี้โทษผ่านคำพิพากษาอยู่แล้ว การตั้งโทษระดับนี้ไว้ ก็เพื่อให้ความคุ้มครองนี้ เหนือกว่าประมุขรัฐอื่น และปรามผู้ที่คิดจะละเมิดกฎหมายข้อนี้ ให้มีสติ ไตร่ตรองให้รอบคอบ นับเป็นผลดีต่อสังคมมิใช่หรือ “
ถ้าใช้เหตุผลแบบนี้ ก็ไม่มีเหตุอันใดที่จะไม่ลดอัตราโทษเช่นกัน
จากฝั่งนิติราษฎร์และผู้สนับสนุนการปรับเปลี่ยนกฎหมายบอกว่า กฎหมายไม่ได้เปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลยพินิจพิจารณาอัตราโทษให้ลดหลั่นกันลงไป เช่น คนที่ปากพล่อย กับคนที่พูดแบบมีจุดประสงค์ต่อรัฐ ถูกลงโทษในอัตราเดียวกัน คือ อย่างต่ำ 5 ปี ซึ่งทำให้คนปากพล่อยโดนลงโทษหนักกว่าคดีประเภทอื่นๆที่ร้ายแรงกว่า ส่งผลต่อชีวิตคนมากกว่าอีกครับ
ฉะนั้น จริงๆแล้วการปรับอัตราโทษยังจะมีผลดีเสียกว่า กับกรณีที่ควรจะเป็นโทษสถานเบา
—-
ในข้อ 9 เห็นด้วยมากว่า “ฉะนั้นถ้าตำรวจไม่เลว อัยการไม่ชั่ว ไม่ตกเป็นเครื่องมือของใครโดยพร้อมเพรียงกัน การกลั่นแกล้งก็เกิดขึ้นมิได้ เรื่องที่ไม่มีน้ำหนักควรฟ้อง ย่อมไม่ถูกส่งไปยังศาล ส่วนเรื่องใดถูกส่งมายังศาล ก็มีกระบวนการไต่สวน ที่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาต่อสู้ในชั้นศาลได้อย่างเต็มที่ การกล่าวหาว่าเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งกันนี้ ย่อมเป็นการกล่าวหา ศาลอย่างชัดเจนแน่นอน”
แต่เมืองไทย ตำรวจเลว อัยการชั่ว และตกเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจมาก กฎหมายจึงควรจะต้องคุ้มครองประชาชนด้วยการที่ทำให้หลักเกณฑ์มันชัดเจนครับ
เพราะว่า ถึงไม่ผิดจริง แต่เมื่อถูกส่งฟ้อง จะถูกขังคุกเอาไว้ไม่ให้ประกันตัว จนกว่าคดีจะพิจารณา ถามว่า ใครจะรับผิดชอบช่วงเวลาที่เสียไปตรงนั้น
—-
ในส่วนที่เหลือผมเห็นด้วยครับ
ไม่นึกว่าชลสนใจเรื่องนี้ด้วย ยินดีครับ
สนใจครับ ในเฟซบุ๊คจริงๆพยายามคุยกับคนโน้นคนนี้เพื่อทำความเข้าใจกับมันมาซักพักแล้วครับ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน พัวพันไปหมด ไม่ง่ายแค่ว่าพวกนี้ล้มเจ้า อะไรแบบนี้
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านคร้าบ