อยู่กับตัวเองบ้าง: บอกทั้งตัวเองและประเทศไทย

วันนี้เป็นวันแรกๆในรอบหลายๆเดือนที่ผมได้อยู่กับตัวเองและมานั่งพิจารณาเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการตัวผมเอง เช่น การใช้เงิน และงานการอื่นๆ

เคยได้ยินมานานแล้วว่า คนเราควรมีช่วงเวลาในหนึ่งวันเพื่ออยู่กับตัวเองบ้าง แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเมื่อก่อนผมเข้าใจว่าอะไร

มาวันนี้ผมเข้าใจมากขึ้นว่า ตัวเราเองก็มีเรื่องต้องจัดการหลายเรื่องให้เป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินชีวิตของเราเป็นไปอย่างมี “สติ” คือ รู้ถึงสภาวะปัจจุบัน ในทางธรรม เราอาจจะใช้ลมหายใจเป็นฐานของสติให้เราพิจารณาความเป็นไปของร่างกายของเราได้ แต่ในทางโลกที่ “เรา” นั้นมีอะไรติดสอยห้อยตามมามากมาย เช่น ทรัพย์สิน เงินทอง หน้าที่การงาน ภาระ ฯลฯ มันจำเป็นต้องมีเครื่องมืออื่นๆมาช่วยให้เรารู้ถึงสภาวะปัจจุบันของสิ่งเหล่าน้ีด้วยเช่นกัน Continue reading

เนื่องในวันแห่งความรัก

ผมอาจจะไม่ใช่คนดีที่สุดที่จะพูดเรื่องความรัก แต่เชื่อว่าประสบการณ์และสิ่งที่ทำผิดพลาดที่ผ่านมาน่าจะพอเป็นประโยชน์กับผู้คนได้บ้าง และเมื่อนำประสบการณ์นั้นเป็นตรวจสอบด้วยหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าเคยสอนไว้ ก็ทำให้เห็นชัดขึ้นมากว่าหลักธรรมเหล่านั้นยังสามารถประยุกต์ใช้ได้ในปัจจุบัน

คำว่าหลักธรรมในที่นี้ไม่ใช่ว่าเป็นหลักทางจริยธรรมที่บอกอะไรควรไม่ควร แต่เป็นหลักธรรมดา เป็นหลักการ หรือทฤษฎี ที่อธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ ว่าเมื่อมีปัจจัยนี้ จึงมีสิ่งนี้เกิดขึ้น ถ้าปัจจัยนี้หายไป สิ่งนี้ก็ย่อมหายไปด้วย ในเรื่องความรัก มีหลักคิดที่ผมได้อ่านได้ฟังมาจากหนังสือธรรมะหลายเล่มที่เป็นประโยชน์ในเรื่องความรักและผมอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง 3 ประการครับ

§ ประการแรก คนเรามาพบรักกัน เป็นคู่รักกัน เพราะทำบุญมาร่วมกัน …

        คำว่าทำบุญมาร่วมกันหมายถึงได้ทำกิจกรรมที่ทำให้ใจเป็นสุขร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำดีให้แก่กัน บริการกัน หรือร่วมกันทำความดีให้แก่คนอื่น บำเพ็ญประโยชน์ หรือกระทั่งไปทำบุญร่วมกัน หลายคนอาจจะคิดไปถึงกรรมในอดีตที่นำพาคนสองคนมาพบกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ในชีวิตนี้ ในปัจจุบันนี้คู่รักดำเนินชีวิตคู่ไปอย่างปกติสุขได้ คือ “กรรมในปัจจุบัน” คือ ความดีที่ทำให้กัน ในปัจจุบัน กรรมเก่าแค่พาเรามาพบกันเท่านั้น

        ในทางตรงข้าม หากเราทำไม่ดีต่อกัน เบียดเบียนกัน ทำให้กันและกันช้ำใจ หรือพูดง่ายๆคือ ทำบาปใส่กัน มันจะเกิดแรงผลักให้ออกจากกัน หากแม้มี bond ที่เหนียวแน่น ก็จะเกิดไฟโทสะ ร้อนรนในจิตใจให้ประหัตประหารกันด้วยคำพูด และการกระทำ จนกระทั่งต้องเลิกรากันไป หรือแม้รักกันแค่ไหน เมื่อทำบาปที่หนักใส่กัน ก็จะเสมือนมีกำแพงกระจกใสมากั้นไว้ระหว่างกัน ไม่สามารถเข้าถึงกันได้ ถ้าเขาถึงก็จะยังรู้สึกถูกผลักออกด้วยความรู้สึกผิด

        ฉะนั้นเมื่อเรามีความรัก หรือแม้เป็นเพื่อนกันก็ตาม ก็พยายามมุ่งให้อีกฝ่ายนึงได้รับความสุขความสบายใจ ถ้าเขาทุกข์ก็ช่วยปลอบประโลม ทำเวลาที่อยู่ด้วยกันให้มีความสุขที่สุด อย่าเสียเวลาไปกับการแง่งอนทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็จะทำให้ความรักของเรายืนยาว แม้วันนึงจะจากกันก็จะจากกันด้วยดี ที่ว่ามาทั้งหมดในข้อนี้นี่พิสูจน์ด้วยตนเองมาแล้วในทุกกรณี

§ ประการที่สอง คนที่ใช่ ต้องมาถูกเวลา
        
        เราอาจจะเจอบางคนที่เราต้องตาต้องใจด้วย เกิดความรู้สึกสนิทสนมผูกพันอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน เรื่องนี้อาจจะอธิบายได้ว่าอาจมีกรรมเก่าผูกพัน พระท่านว่าเป็นคู่กัน แต่จะเป็นคู่บุญหรือคู่เวรก็ดูกันตรงที่ว่า มาเพื่อเบียดเบียนกันหรือมาเพื่อเกื้อกูลกันนี่เอง ถ้ามาเพื่อเบียดเบียนก็เป็นคู่เวร ถ้ามาเพื่อเกื้อกูลก็เป็นคู่บุญ

        คู่บุญ จะมาถุกเวลา ถูกเวลาคือ เป็นเวลาที่เหมาะสม เวลาที่เราพร้อมจะมีใคร ไม่ใช่เวลาที่เราไม่พร้อม หรือเวลาที่เรามีคู่อยู่แล้ว ผมรู้ว่าในหลายๆๆครั้งมันจะเกิดความรู้สึกต้องใจอย่างมหาศาล แม้เวลาที่เรามีคู่อยู่แล้วก็ตาม รู้สึกเหมือนผูกพันกันมานานแสนนานแบบข้ามพบข้ามชาติ แต่จากที่ผมประสบเองหลายต่อหลายครั้งพบว่า มันเป็นแค่ตัวลวงให้เราเบียดเบียนคู่ของเราเท่านั้น ถ้าเริ่มเป็นคู่กันด้วยการเบียดเบียนคนอื่นละก็ มีแนวโน้มจะเป็นคู่เวรมากๆ คือ แม้คบแรกๆก็ดูมีความสุขดี แต่นานๆไปจะเริ่มหงุดหงิดกัน เหมือนมีไฟร้อนเผาใจ เหมือนมีม่านดำๆมาบังตาเอาไว้ และท้ายที่สุดก็ต้องทะเลาะเบาะแว้งหรือจบกันไปอยู่ดี

§ ประการที่สาม คนเราจะรักกันราบรื่นต้องมีความเสมอกัน

        ที่ว่าเสมอกัน เสมอในเรื่องใดบ้าง

  1. ศีล         - ความศีลนี้มีความหมายกว้างกว่าศีล 5 ศีล 8 นัก แต่ก็ศีลในลักษณะนั้นไว้ด้วย … ศีลที่ว่านี้คือ ความเป็นปกติของชีวิต ชีวิตในแต่ละวันก็จะมีกิจวัตรหนึ่งๆ คนที่มีกิจวัตรใกล้เคียงกัน ย่อมมีโอกาสเจอกันและทำสิ่งดีๆให้กันมาก การที่วัยรุ่นโทรไปหากัน นัดเจอกันบ่อยๆก็เป็นความพยายามสร้างกิจวัตรให้สอดคล้องกัน มีโอกาสทำให้ใจของกันและกันเบิกบาน นอกจากนี้ในแง่ของศีล 5 เองก็เป็นตัวชี้วัดได้เช่นกัน ถ้าคนหนึ่งชอบกินเหล้า อีกคนหนึ่งไม่ชอบเลย ก็ย่อมมีความขัดแย้งกันได้ง่าย คนนึงชอบปกปิด คนนึงชอบเปิดเผยพูดตรงๆ ก็ขัดแย้งกันง่าย คนนึงพูดอ่อนหวาน อีกคนชอบส่อเสียด ก็อยู่กันยาก คนนึงเมตตาสัตว์ อีกคนนึงชอบทำร้ายสัตว์​ก็คงไม่ได้อยู่ด้วยกันหรืออยู่ด้วยกันแบบไม่ขัดแย้งกันเป็นแน่
  2. จาคะ – จาคะแปลว่าการให้ การเสียสละ การเสียสละของแต่ละฝ่ายให้กันและกันควรจะใกล้เคียงหรือเสมอกันด้วย หากฝ่ายหนึ่งให้มากกว่าอีกฝ่าย ฝ่ายที่ให้อาจรู้สึกถูกเอาเปรียบและเหมือนทุ่มเทให้ฝ่ายเดียว อีกฝ่ายอาจรู้สึกต่ำต้อยไม่คู่ควรก็เป็นได้ ย่อมไมทำให้เกิดความสบายใจเป็นแน่ นอกจากนี้ นิสัยการเสียสละให้คนอื่นก็ควรจะเสมอกันด้วยเช่นกัน เช่นคนนึงชอบบำเพ็ญประโยชน์ช่วยคน อีกคนเป็นคนตระหนี่ ก็อยู่ด้วยกันลำบาก
  3. ศรัทธา – ศรัทธาในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงความศรัทธาในศาสนา ว่าต้องเป็นศาสนานี้ๆๆๆ แต่หมายความกว้างกว่านั้น คือมุมมองต่อโลก ความเชื่อและบรรทัดฐานที่ยึดถือว่า สิ่งนี้ดี สิ่งนี้ไม่ดี สิ่งนี้ควรทำไม่ควรทำ และหมายถึง ความเชื่อในศาสนาด้วย ความเชื่อทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมด้วย ในส่วนนี้คงไม่ต้องขยายความมากเพราะหมู่คนไทยคงจะประสบพบเจอกับตัวเองไม่มากก็น้อยในช่วงที่บ้านเรามีปัญหาเล่นกีฬาสีกัน
  4. ปัญญา – ปัญญาอันนี้ตรงตัวคือ มีระดับสติปัญญาในทางโลกมากน้อยขนาดไหน จะสังเกตว่าเวลาคนที่สติปัญญาเสมอกันมักจะคุยกันรู้เรื่องดี แต่คนที่ไม่เสมอคุยยังไงก็ไม่รู้เรื่อง อันนี้ค่อนข้างชัด อาจจะเป็นด่านแรกที่ทำให้ถูกใจหรือเมินหนีกันเลยทีเดียว อีกประการคือ ระดับสติปัญญาในทางธรรม คือมีความเข้าใจโลกมากน้อยขนาดไหน สามารถจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ปัญหาในการงานหรือส่วนบุคคลได้มากขนาดไหน ถ้ามีความเท่ากันเสมอกัน หรือเกื้อกูลกันได้ก้จะเป็นเรื่องดีมากๆ

        
        อย่างไรก็ดี แม้ในทางพระพุทธศาสนาจะได้แนะนำสิ่งเหล่านี้เอาไว้ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว แม้กระทั่งคู่บุญที่สมบูรณ์แบบและมีความสุขที่สุดก็เป็นกับดักแห่งทุกข์ที่โหดร้ายที่สุดเช่นกัน ถ้าเราไม่เตรียมตัวให้ดี คนเราจะทุกข์มากเมื่อเสียสิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจที่เรายึดเอาไว้ วันนึงคนใดคนหนึ่งต้องตายลง ถ้าเรายึดกันไว้แน่น เมื่อวันนั้นมาถึงคนที่ยังอยู่คงตรอมใจเป็นแน่ สิ่งที่ควรทำคือหม่ันเตรียมที่จะปล่อยเอาไว้ด้วย ให้รู้ว่ามันเป็นธรรมดาที่เราต้องจากกัน ไม่ช้าก็เร็ว สิ่งที่ควรทำคือ ทำสิ่งดีให้กัน เมตตาต่อกัน ในขณะเดียวกันก็หมั่นตระหนักรู้ว่าวันนึงก็ต้องจากกัน อย่าได้คิดว่าเราจะอยู่ด้วยกันไปตลอดกาล พรุ่งนี้ใครคนหนึ่งอาจจากไปแบบไม่มีวันกลับ

ขอให้ทุกคนมีศีล สมาธิ ปัญญาถึงพร้อมเนื่องในวันมาฆบูชาและวันวาเลนไทน์ครับ :)

การทำงานบ้านคือการปฏิบัติธรรม

วันนี้ไม่รู้นึกครึ้มยังไงไม่ทราบ ตื่นมาทำงานบ้านแต่เช้าตรู่เลย เก็บกวาดโต๊ะทำงาน ยกเตียงขึ้น ดูดฝุ่น ถูพื้นห้อง (ไม่ได้ทำมาปีกว่าแล้ว) ดูดฝุ่นทั้งบ้าน

ระหว่างทำก็รู้สึกดีนะครับที่ได้ทำความสะอาดเหมือนได้ชำระล้างจิตใจไปในตัว

ทีนี้ไหนๆก็ไหนๆก็ซักผ้าด้วยเลย และก็ทำความสะอาดห้องน้ำด้วย ก็เอาน้ำยาล้างห้องน้ำผสมน้ำแล้วก็ถูพื้นห้องน้ำ ตอนถูเหลือบไปเห็นรูน้ำทิ้ง แบบเวลาที่อาบน้ำแล้วน้ำมันไหลลงไป เห็นมีผมติดอยู่ก็เลยดึงผมออกมาจะไปทิ้ง

แต่ผมนี่มันเหนียวมาก ตอนแรกก็ไม่คิดอะไร แหยะๆเฉยๆ แต่มันมีอยู่รูนึงที่ดึงผมขึ้นมาเท่าไหร่มันก็ไม่หมดซักที !!! เลยตัดสินใจดึงฝาที่ปิดรูน้ำทิ้งขึ้นมา (มันเป็นซี่ๆไว้กันพวกของใหญ่ๆลงไปในท่อ) และแล้วความน่าเกลียดน่ากลัวก็เปิดเผยขึ้น

คือ ใต้นั้นมันจะเป็นท่อประปาอยู่ตรงกลาง ไอ้ฝาปิดรูน้ำทิ้งเนี่ย มันก็จะครอบท่อประปาเอาไว้ และก็จะมีพื้นที่รอบๆท่อประปานั้น เพื่อเป็นที่พักน้ำที่มีพวกเศษผม เศษผง โน่นนี่ … แต่อันนี้มันน่ากลัวมาก คือ มันเป็น combination ของขี้ไคล ฝุ่น และผมจำนวนมาก ที่แพคกันจนมีลักษณะเหมือนดินเหนียวหรือดินน้ำมันแหยะๆ … ช๊อคกันไปเลยทีเดียว

ตอนแรกคิดว่าหรือว่าจะแค่เอาน้ำฉีดให้ลงไปในท่อดี แต่คือมันก็อุตส่าห์กรองไว้จะได้ไม่ลงไปอุด ถ้าทำอย่างน้ันก็ผิดวัตถุประสงค์น่ะสิ และมันอาจจะมีบริการจัดการตรงจุดนี้ก็ได้ แต่วันนี้ก็ไม่รู้คิดยังไง ตัดสินใจทำความสะอาดด้วยตนเอง เอามือใส่ถุงพลาสติก ควักเจ้าสิ่งน่ากลัวขึ้นมาใส่ในถุงพลาสติกเพื่อเอาไปทิ้ง …

คือ แทบจะอ้วกกันเลยทีเดียว …

ตอนผมเป็นลูกเสือกองร้อยพิเศษที่สวนกุหลาบ เคยไปเข้าค่ายลูกเสือที่ศรีราชา เคยไปล้างห้องน้ำเพื่อเตรียมค่าย ก็เคยเจอตอปิโดขนาดท่อนแขนกองอยู่ในส้วมก็ล้างมาแล้ว …​แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิม

ผมว่ามันเหนือความคาดหมายมาก …

คือ ผมเคยได้ยินพระท่านพูดถึงว่า ตัวเรานั่นจริงๆก็ไม่มีอะไรสวยงามหรอก คิดกันไปเอง ผมเอย ผิวหนังเอย ขี้ไคล เหงื่อ ไขมัน ฯลฯ​ ไม่มีอะไรน่าเชยชม …​วันนี้เข้าใจถึงแก่นเลยทีเดียวว่า ตัวเรานั่นมันเป็นถุงขี้ดีๆนี่เอง แต่ละวันก็เอาขี้ออกไปซ่อนไว้ หรือไม่ก็ถ่ายเทไปไว้ตรงอื่นของระบบนิเวศน์ และก็ทำตัวเองให้สวยงาม แต่พอเจอจุดที่มันรวมแล้วจึงตระหนักได้ในบัดดล (ตอนนี้ยังคลื่นไส้อยู่เลย)

และคราวนั้นที่จัดการตอปิโดในคอห่านก็คือ เราก็แค่กลั้นใจ (หลังจากเตรียมใจแล้ว)​ แล้วก็เข้าไปราดน้ำ ขัดโน่นนี่ว่าไป แต่รอบนี้คือ ใช้มือควักมันขึ้นมาเลย ความรู้สึกแหยะๆ เย็นๆ พร้อมกลิ่นที่คิดขึ้นเอง (จริงๆแล้วกลั้นหายใจไว้) …มันชั่งชัดเจนจริงๆ (คือ ของจริงประมาณ 10% แต่อุปาทานไป 90% ละ) …​ เลยรู้ซึ้งกว่าครั้งก่อนๆมาก

แต่ว่า เมื่อทำเสร็จแล้วก็รู้สึกโล่งขึ้นเยอะ จริงๆรู้สึกเหมือนว่า ได้ทำความสะอาดใจไปด้วย

ผมรู้สึกว่า จริงๆแล้วจิตใจเราก็ฟอร์มตัวเองขึ้นจากการรับรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว ถ้าเกิดสิ่งแวดล้อมรอบตัว สะอาด เป็นระเบียบ ในหัวเราก็เป็นแบบนั้น และเป็นทำนองเดียวกันในทางตรงข้าม ผมคิดว่า การที่ในบ้านหรือในห้องเรามีส่วนที่สกปรกซ่อนไว้ หรือส่วนรกรุงรัง หรือไม่เป็นระเบียบ ฯลฯ มันเป็นการสะท้อนสิ่งที่อยู่ในหัวได้เลยทีเดียว แต่ก็ยากจะบอกว่าอะไรกำหนดอะไร แต่ผมว่ามันกำหนดกันทั้งสองทาง ถ้าเราหมั่นทำบ้านให้สะอาด ใจเราก็จะสงบ/สะอาดได้ง่าย หรือถ้าเราเป็นคนที่หมั่นทำใจให้สงบ มีระเบียบวินัย เราก็จะทำบ้านให้สะอาดเหมือนกัน

สรุปว่า ทำงานบ้านครั้งนี้ได้ ตระหนักในธรรม ในข่าย อสุภะกรรมฐานมากๆ วันหลังถ้าเห็นผู้หญิงสวยๆนี่คงต้องมาย้อนคิดถึงเจ้า…เรียกมันว่าอะไรดีเนี่ย … นั่นแหละ จะได้ไม่หลอกตัวเองนักว่าเขาสวย น่าเชยชมเสียจริง บลาๆ …​และอย่างที่สองก็คือ ได้ชำระล้างใจไปพร้อมๆกับทำความสะอาดบ้านด้วย

เจริญในธรรมคร้าบ :)

Reflection จาก การสวดมนต์

สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากเอาหัวไปฟาดกับ LCD TV ก็พบว่า จิตใจมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างหาสาเหตุอธิบายไม่ได้

ที่ว่าเปลี่ยนแปลงนี่จะออกไปในแนวเวิ่นเว้อ อ่อนไหวและก้าวร้าวมาก โดยรวมคือไม่นิ่งโดยสิ้นเชิง concentrate ลำบาก แม้ว่าจะสวดมนต์ในวันพฤหัสแต่ก็รู้สึกว่าใจยังไงก็ไม่นิ่งอยู่ดี

ทีนี้เมื่อครู่ได้ทำการสวดมนต์ตามแนวทางของหลวงพ่อจรัญ คือ บทพุทธคุณ และพาหุง (พุทธชัยมงคลคาถา) และมหากรุณิโก (ชัยปริตร) พร้อมทั้งสวดมนต์วนบทพุทธคุณเท่ากับจำนวนอายุ + 1 (=28) แล้วจึงแผ่เมตตาและนั่งสมาธิสักครู่

รู้สึกชัดเจนขึ้นถึงความนิ่ง เหมือนกระแสการสั่นสะเทือนของเสียงยามสวดมนต์ ประกอบกับอำนาจอันเหนือการรับรู้ของบทสวดมนต์โดยเฉพาะ บทพุทธคุณที่เชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ได้ทำหน้าที่ตบแต่งให้จิตใจมีความสงบนิ่งมากขึ้นกว่าเดิมมาก และพร้อมจะดำเนินชีวิตต่อไป

ระหว่างสวดก็มีเกิดความคิดผุดขึ้นมาด้วยเช่นกันว่า จริงๆเวลาเราสวดพุทธคุณธรรมคุณสังฆคุณ ไม่ควรจะสวดอย่างเดียว ควรจะทำตามแบบอย่างน้ันด้วย กล่าวคือ

        พยายามพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ผู้ตื่นอยู่เสมอด้วยการมีสติ มีความรู้ และมีกริยาการปฏิบัติตนที่เหมาะสม มีความรู้ความสามารถ
        พยายามใฝ่หาความรู้มาใส่ตน ทั้งทางธรรมและทางโลก ชวนผู้อื่นมารู้ธรรมดีๆ ความรู้ดีๆ
        พยายามปฏิบัติดี ปฏิบัติให้ตรง ทำอะไรก็ทำด้วยปัญญา ทำอะไรก็ทำให้เหมาะสม

ยิ่งนับวันก็ยิ่งเห็นความสำคัญของการสวดมนต์มากขึ้นทุกๆที เป้นเหมือนอาหารจิตอาหารใจจริงๆ เวลาที่ขาดไปเหมือนจิตใจขาดวิตามิน จะทำงานไม่ได้ตามที่ควรจะเป็น ขาดกำลังวังชาที่จะโฟกัสและออกแรงใจยึดและทำสิ่งที่ถูกที่ควร และตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งเร้าและปฏิกิริยาทางกายของเราได้โดยง่าย การสวดมนต์จะช่วยทำให้ใจมีกำลังในการทำสิ่งที่ควรทำ ไม่ไหลไปตามกิเลส มีกำลังสติให้เห็นความเป็นไปของตนเองและโลกได้

ขอให้ความตื่นรู้อยู่กับผู้อื่นทุกๆคนครับ :)

Self-Realization

ทุกๆอย่างต่างตกอยู่ใต้กฎไตรลักษณ์ทั้งสิ้น

เหตุใดเราจึงต้องวุ่นวาย ไขว่คว้า ครอบครอง กอดรัด สิ่งที่อย่างไรเสียก็ต้องเปลี่ยนไปอยู่แล้วให้วุ่นวาย ? ทำไมจะต้องทะเลาะกัน โกรธกัน เบียดเบียนกัน เพื่อคงไว้ หรือได้มาซึ่ง สิ่งที่เราอยากได้ อยากครอบครอง รักษาไว้ หรือกำจัดเสียซึ่งสิ่งอันไม่พึงประสงค์ ? โดยกลไกมันก็จะค่อยๆเสื่อมไป หรือถ้าเรารู้เหตุปัจจัยเราอาจจะพอรักษามันไว้ได้หรือทำให้มันหายไปได้เร็วขึ้นได้

อย่างไรเสีย ถ้าไม่มีสิ่งใดในโลกนี้คุ้มค่าที่จะกอดรัดคุ้มครองครอบครองเอาไว้แล้ว อะไรคือสิ่งที่สำคัญ ? อะไรคือ สิ่งที่ควรทำ ​?

แท้จริงแล้ว เพราะทุกอย่างอยู่ใต้กฎไตรลักษณ์ และทุกขังเป็นประการหนึ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆคือความบีบคั้นอันเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง บีบคั้นเพราะใจ/กายยึดติดกับสภาพเก่า การบีบคั้นจากการสูญสลายจากสภาวะเก่านั้นเป็นทุกข์ อย่างไรเสียเราก็ทุกข์อยู่แล้ว

แต่ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ ตามที่มันเป็น เราก้จะทุกข์แต่กาย ไม่ทุกข์ใจ

ถ้าเราปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับธรรม เราก็จะไม่ทุกข์ใจ ไม่ทำให้คนอื่นทุกข์ ไม่ทำให้สิ่งอื่นทุกข์ ซ้ำยังอาจจะเป็นปัจจัยทำให้สิ่งอื่นเจริญงอกงามอีกด้วย แม้กระนั้นการเปลี่ยนแปลงทางกายย่อมเกิดขึ้นเสมอ

นี่เกี่ยวข้องกับกฎแห่งกรรมด้วย ถ้าเราไปเบียดเบียนคนอื่น คนอื่นก็จะเบียดเบียนเราตอบ นอกจากทุกข์ตามกฎไตรลักษณ์ ยังมีทุกข์จากกรรมที่ทำไว้อีก เพราะเห็นผิด ไม่เห็นไตรลักษณ์ ไม่ตระหนักถึงไตรลักษณ์

แต่ไตรลักษณ์จะเห็นได้ก็เมื่อมีสมาธิ มีสติ จึงจะใช้ปัญญาได้        

ท้ายที่สุด เป้าหมายปลายทางคือความสงบ ความสงบมีอยู๋แล้วในธรรมชาติ ท่านพุทธทาสบอก เราไปทำอะไรที่ผิดธรรมชาติเองมันเลยไม่สงบ

ง้้นแม้สิ่งต่างๆในโลกเปลี่ยนแปลงไปตลอด ไม่มีสิ่งใดควรคู่ไขว่คว้า เราก็ใช้สังขารนี้ทำประโยชน์แก่โลกให้มาก สร้างภาระให้โลกน้อยๆ และทำใจให้ผ่องใสเถิดเพื่อจะได้มีปัญญาทำสิ่งดีๆ

Impulse และการจัดการ [บางส่วน]

คนเรานี้มี Impulse หรือแรงกระตุ้นข้างในกับหลายๆเรื่องเลยเนอะครับ

มันจะกระตุ้นให้เราอยากทำโน่นทำนี่ โดยบางทีเราอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

ถ้าเราลองเอาสิ่งที่เราอยากได้ออกไป มันจะเห็น impulse นี้ชัดมาก
เช่น ถ้าปกติเวลาเครียดแล้วชอบดู Youtube ลองเอา IE หรือ Firefox ไปไกลๆ
แล้วเราจะเห็นเลยว่า เวลาเราเครียดแล้ว เราจะไปเปิดมันโดยอัตโนมัติ
แต่คราวนี้เราจะรู้ตัวเพราะว่ามันไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว

ถ้าลองทำดู เมื่อรู้ตัวให้ลองดูตัวเองในขณะนั้น เพราะ impulse มันจะยังเหลือแรงให้เราเห็นอยู่
แต่ที่น่าสนใจ เหมือนคำพระท่านว่าก็คือ พอเรารู้ตัวปั๊บ และดู impulse ที่ว่านี้ เราจะเห็นมันค่อยๆลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ

ผมว่า Impulse พวกนี้ ทำให้คนทั้งหลายเป็นไปตามกรรม

ถ้าเรารู้ทัน เรา impulse ของตัวเอง … และหายใจลึกๆเพื่อดึงตัวเองกลับมาสู่ภาวะปัจจุบัน และถามตัวเองอะไรควรทำ แล้วทำอย่างนั้น อาจจะทำให้เราได้ทำสิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำที่สุดก็ได้

กิเลสไม่ใช่เรา!!

*** ที่จะเขียนทั้งหมดนี้ใช่ว่าเรานัั้นรู้แจ้งแล้ว เป็นเพียงแต่เป็นการแสดงความเข้าใจที่มีต่อหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเท่านั้น …หากประโยชน์อันใดจะเกิดขึ้นจากการอ่าน ก็ขอยกให้เป็นความสามารถของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากเกิดความผิดพลาดขอรับความผิดนั้นไว้แต่ผู้เดียว ***

โลภ โกรธ หลง ไม่ใช่เรา … (แม้ว่าการบอกว่าเราเป็นเราก็เป้นการหลงแบบหนึ่งก็ตาม)

โลภ โกรธ หลง เป็นปฏิกิริยาที่จิตซึ่งมีเชื้อของทั้งสามอย่างนี้ แสดงขึ้น ปรุงแต่งขึ้นหลังจากที่มีไดรับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอกและภายใน ผ่่านอายตนะทั้งหก (ตา หู จมูก ปาก ลิ้น กาย ใจ)

จิตของแต่ละคน ซึ่งทำกรรมมาต่างกัน มีนิสัยต่างกัน ย่อมมีสัดส่วนส่วนความมากน้อยของเชื้อแต่ละตัวไม่เท่ากัน ตัวที่มีมากมักจะทำให้ผลการปรุงแต่งหลังถูกสิ่งเร้ากระตุ้นเป็นไปในทางนั้น

นี่เป็นกลไกธรรมชาติที่มีในมนุษย์ทุกคน …​และปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดข้ึนแบบเป็นอัตโนมัติ และรวดเร็วมากจนตามแทบไม่ทัน

อย่างไรก็ดี คนทั้งหลายกลับมองว่า โลภ โกรธ หลงที่จิตปรุงแต่งขึ้นจากเชื้อกิเลสเมื่อถูกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า คือตัวตนของพวกเขาเอง คือสิ่งที่พวกเขาคิดขึ้นอย่างจงใจ ในแว่บแรกนั้นเป็นปฏิกิริยาของจิตเอง เช่น เมื่อมองหญิงใส่ชุดว่ายน้ำแล้วเกิดความกระสันต์ หรือว่าเห็นคนที่ไม่ถูกกันแล้วเกิดความเหม็นหน้าขึ้นทันที … แต่หากเราไม่รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรา เราย่อมปรุงแต่ง หรือเรียกง่ายๆว่าคิดไปเองว่า โอ้ว แสดงว่าเราอยากจะเสพสังวาสกับนางนั้น หรือ เราคงไม่ถูกกับมัน หรือมันคงจะมากวนประสาทเราเราจึงโกรธ และก็ไปต่อยคนนั้นซะอย่างนั้น …

ตราบใดที่เรายังไม่เข้าใจว่า โลภ โกรธ หลงเป้นปฏิกิริยาธรรมดาของจิตมนุษย์ที่ยังมีเชื้อกิเลสอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่เราจงใจให้มันเกิดขึ้น และไม่ใช่ตัวเรา แล้วล่ะก็ เราก็มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติต่อมันแบบผิดๆ เช่น บ้าจี้ทำตามที่มันกระตุ้น (ซึ่งอันนี้ไม่ดีแน่) .. หรือ ไป “อยากให้มันหายไป” … เป็นต้น

ทำไมความ “อยากให้มันหายไป” และ “พยายามให้มันหายไป หรือกดทับมันไว้” จึงเป็นการปฏิบัติต่อมันแบบผิดๆ ?

ทั้งนี้ เพราะว่า โลภ โกรธ หลงที่เกิดขึ้นมันเป็นปฏิกิริยาธรรมชาติของจิต คือ ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วล่ะก็ กระบวนการมันไปไกลกว่าครึ่งทาง และจะกดให้มันหยุดตามใจนึกก็ไม่ได้แล้ว กลไกมันเป็นไปอย่างนั้นเอง ยิ่งพยายามกด หรือทำให้มันหายไป ก็จะยิ่งพบว่าทำไม่ได้ หรือทำได้ยาก ถ้าทำไม่ได้ก็มีความทุกข์เพิ่มขึ้นไปอีก วนเวียนซะสมความทุกข์ในจิตในใจจากความพยายามเป้นคนดี พยายามทำให้ โลภ โกรธ หลงมันหายไป หรือทับไว้ … เมื่อจิตทุกข์ จิตก็อ่อนแอ … ซึ่งในที่สุดเราก็จะแพ้กิเลสโดยสมบูรณ์

สิ่งที่ควรทำแยกออกเป็นสามทาง ตามช่องทางที่เราปฏิสัมพันธ์กับโลก ก็คือ กาย วาจา และใจ ..

ในส่วนของกายและวาจานั้น ต้องควบคุมให้อยู่ในศีล อย่างน้อยศีล 5 ซึ่งถือเป็นความปกติ “มนุษย์” … หากไม่ควบคุมให้ตัวเองอยู่ในศีลแล้ว สภาวะจิตขณะที๋ศีลขาดนั้นเองที่เราหมดความเป็นมนุษย์แล้ว และไปเบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งไม่ดีแน่ๆ

แต่ในส่วนของใจนั้น เราต้องมี “สติ” ตามดูมัน …​กล่าวคือ เมื่อโลภ โกรธ หลง โผล่มาก็ให้รู้ว่ามันมาแล้ว ดูมันเฉยๆ จนมันผ่านไป หรือเบาบางลง จึงตัดสินใจทำสิ่งที่ควรทำด้วยปัญญา นี่จึงเรียกว่า การใช้ “สติ และ ปัญญา” ในการแก้ปัญหานั่นเอง …หรือหากรู้ว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไรแล้ว และต้องรีบตัดสินใจ ก็ตัดสินใจทำสิ่งที่ควรทำ แม้จะมีความรู้สึกบีบคั้นอยู่บ้าง แต่ก็ให้รู้ ให้ดูมันไปเรื่อยๆ เราน่าจะเห็นมันค่อยๆเจือจางเบาบางลงไปเอง …

สรุปคือในใจนั้น ถ้ากิเลสโผล่มาให้รู้ตัวและตามดูอย่างเดียว …ไม่ต้องพยายามกดมัน … ถ้าเราร้ตัวบ่อย รู้ตัวเร็วมันก็ไม่ค่อยออกมาหรอก หรือออกมาน้อย … อย่างไรก็ดี ช่วงแรกๆอาจจะตกใจร้สึกว่ามันเยอะขึ้น แต่ผมว่ามันเป้นเพราะว่า เราไม่เคยนั่งดูมันชัดขนาดนี้มาก่อนต่างหาก​

การตามดูจิตใจ ดูกิเลสที่เกิดขึ้นในใจนั้น ผมเข้าใจว่าเป็นวิธีการทำให้กิเลสโตช้า หรือไม่โตเลย และอาจจะสลายไปเอง ด้วยความที่ไม่มีอะไรไปหล่อเลี้ยงและกระตุ้นเชื้อเหล่านั้น …​สำหรับกลไกในชีวิตประจำวันที่เมื่อมีสติและจะทำให้กิเลสโตช้า หรือไม่โตมากไปนั้น อาจจะอธิบายได้จากตัวอย่างดังนี้ คือ :

สมมติว่า นาย ก ไม่ชอบนาย ข มากๆ เพราะนาย ข เคยไปแย่งแฟนนาย ก …​ เมื่อ“นาย ก เห็น นาย ข” ก็เกิดความโกรธแค้นขึ้นมาทันที …

หากนาย ก ไม่มีสติ นาย ก อาจคิดแค้น โยงไปถึงคราวที่นาย ข เคยไปแย่งแฟน และสิ่งอื่นๆที่นาย ข เคยทำไม่ดีกับตน และ ปรุงแต่งความโกรธแค้นมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า นำไปสู่การกระทำทางวาจาและทางกายต่อนาย ข

ในทางกลับกัน หากนาย ก มีสติรู้ตัวว่า โอ้ ความโกรธเกิดขึ้นแล้ว จิตของนาย ก ได้ย้ายความสนใจจากนาย ข มาอยู่ท่ีใจของตน ซึ่ง สิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นความโกรธนั้นคือ นาย ข ไม่ใช่ตัวความโกรธของนาย ก …​ฉะนั้น ในขณะน้ันจิตนาย ก ก็ได้ละจากเหตุของความโกรธมาแล้ว ความโกรธนั้นจึงค่อยๆลดลง เพราะไม่มีเชื้อมาเติม

อย่างไรก็ดี จากจุดนี้ นาย ก ก็ต้องใช้ศีล ธรรม กำกับ และใช้ปัญญาพิจารณาให้ชัดถึงการกระทำของตนหากจะทำกับนาย ข รวมไปถึงว่า ประโยชน์หรือโทษของการโกรธนาย ข ด้วย (ซึ่งก็คาดหมายค่อนข้างแน่นอนว่า จะเห็นเพียงโทษ และเลิกโกรธกันไปในที่สุด) ….

ข้างต้นเป็นเพียงการอธิบายอย่างง่ายเท่านั้น ในทางปฏิบัติจริงแล้ว ผู้ปฏิบัติน่าจะพบว่า สิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นเองนั้นมีความละเอียดและหยาบมากน้อยต่างกันในสถานการณ์ใด ในหลายๆโอกาส กิเลสไม่ได้หยาบและมีความชัดเจนมากนัก แต่จะมาแบบละเอียด มาแบบบางๆ และบางครั้งชักนำเราไปสู่สถานการณ์ที่ยากลำบาก ฉะนั้น เมื่อตามกิเลสอย่างหยาบทันแล้ว ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ ควรจะมั่นตามดูกายใจต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้รู้ทันกิเลสอย่างละเอียด และเข้าใจธรรมชาติ (กฎไตรลักษณ์) เพื่อนำไปสู่การปล่อยวางต่อไป

ที่ปรึกษาจำเป็น: จะทำให้คนออกจากห้วงทุกข์อย่างไร?

ช่วงนี้มีโอกาสได้เป็นที่ปรึกษาให้กับใครหลายๆคนเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะในเรื่องจิตใจ และบาดแผลจากความรัก หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องหญิงชาย เรื่องรักๆใคร่ๆ

ในโอกาสอย่างนี้การใช้ธรรมะเข้าช่วยในการให้คำปรึกษาให้ผลค่อนข้างจะดีพอสมควรทีเดียว

จากที่ผมประสบมา คนที่เข้ามาขอคำปรึกษาจะมีลักษณะที่อุปมาได้ดังนี้คือ

เปรียบเหมือนคนถูกผลักตกลงมาในกระแสน้ำเชี่ยวกรากจากน้ำท่วมเฉียบพลัน โดนพัดไปกระแทกโขดหินและอื่นๆในกระแสน้ำ และก็หมดแรงจากความพยายามที่จะออกจากกระแสน้ำ เพราะน้ำมันแรงเหลือเกิน

(ตรงนี้เปรียบได้กับ หลังจากที่เผชิญเหตุการณ์อันเลวร้าย จิตใจเหมือนตกอยู่ในห้วงทุกข์ จิตใจหมองหม่น ไม่สว่างไม่มีกำลัง ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจมันมากมายเสียจน ยากที่จะดึงตัวเองออกจากความทุกข์ได้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเจอความทุกข์แรงในช่วงแรกนั้น ย่อมเหมือนกับตกลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวกราก ตั้งตัวไม่ติด…​ในขณะเดียวกัน แม้พยายามจะออกจากห่วงทุกข์ก็ทำไม่ได้ และก็ทุกข์เพิ่มเพราะ “อยาก” ออกจากทุกข์ …และจิตใจก็หมดแรงไปเพราะความทุกข์นี่เอง)

เราในฐานะคนช่วย ก็ไม่สามารถกระโดดลงไปในแม่น้ำได้ (เว้นแต่จะมีกำลังแบบเหลือล้น) ทำได้เพียงตะโกนบอกให้จับโขดหินไว้ หรือโยนเชือกลงไปให้จบรั้งเอาไว้เท่านั้น เพื่อไม่ให้ไหลลงไปกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากนั้น …แค่จับให้มั่นก็ทำได้ลำบากแล้ว อย่าว่าแต่ให้รั้งตัวเองและฝืนตัวข้ามกระแสน้ำมาขึ้นฝั่งเลย

(ตรงนี้ก็คือ เราเองก็ไม่สามารถไปร่วมทุกข์กับเขาได้ ถ้าเราไปร่วมทุกข์ ตกอยู่ในห้วงทุกข์ร่วมกันแล้ว ก็ยากที่จะช่วยกันพาขึ้นมาจากห่วงทุกข์ได้ … เราทำได้แค่ เตือนสติเขา  ให้เครื่องมือ ให้เขามีสติเพียงเท่านั้น …​ในช่วงเวลาที่ความทุกข์ยังไหลบ่ามา)

อย่างไรก็ดี ไม่มีน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลากครั้งไหนที่จะเชี่ยวกรากตลอดเวลา สักพักน้ำจะค่อยๆอ่อนกระแสลงเองโดยธรรมชาติ ฉะนั้นเราจึงควรรั้งตัวเองเอาไว้ เพื่อรอจังหวะที่น้ำจะเบากระแสลง ในจังหวะนั้นเอง เขาอาจจะได้พักหรือพอจะมีกำลังมากขึ้น และเมื่อกระแสน้ำอ่อนแรงมากแล้ว เขาจึงสามารถฝ่ากระแสน้ำที่เบาบางลงมาขึ้นฝั่งได้

(ความทุกข์จะค่อยๆเบาบางไปตามกาลเวลาเอง หากเรามีสติอยู่กับตัว และไม่ไปคิดไปรู้สึกต่อเอง (คือคนส่วนใหญ่พอทุกข์แล้วมักจะคิดมากรู้สึกมากไปเองเพิ่มขึ้นไปอีก ปรุงแต่งเพิ่มขึ้นไปอีก) และหากประกอบกับได้ทำกิจกรรมที่ทำให้จิตมีกำลังมากขึ้น ก็จะทำให้เขามีแรงที่จะเดินขึ้นจากน้ำเองได้

การอุปมานี้ เขียนเพื่ออยากให้เข้าใจว่าเวลาคนทุกข์ใจนั้น มันไม่ใช่จะ ฮึบ! แล้วออกจากกองทุกข์ได้โดยง่าย … แต่มันมีช่วงเวลาและเหตุปัจจัยของมันอยู่ การที่เราพยายามกดดันให้ผู้คนเข้มแข็งเวลาที่ทุกข์นั้น อาจจะดีในช่วงแรก แต่ถ้าทำบ่อยๆกลายเป็นว่า เขาจะรู้สึกว่า ทำไมฉันช่างอ่อนแออย่งานี้ ยังออกจากทุกข์ไม่ได้ และก็กลายเป็นทุกข์เพิ่ม เพราะ “อยาก” ออกจากทุกข์ แต่ “ทำไม่ได้”… ฉะนั้นต้องให้เวลาเค้าด้วย

คนให้คำปรึกษาต้องรับฟังและเข้าใจเขาอย่างที่เขาเป็น พยายามเข้าใจเหตุปัจจัยและเงื่อนไข ทั้งภายนอก และภายในจิตใจของเขาที่ทำให้เขาไปตกอยู่ในห้วงทุกข์นั้น หากเขามีเรื่องอัดอั้นก็ควรให้เขาระบายออกอย่างเต็มที่ (แต่ก็ต้องดูมิให้ระบายจนจิตใจดำดิ่งลงไปในห้วงทุกข์อีก) หลังจากนั้นเราจึงค่อยให้คำปรึกษา

โดยสรุปคือ สิ่งที่ผมแนะนำคนที่มาปรึกษาไปมี 2 อย่างคือ

  1. ดูแลไม่ให้จิตใจตัวเองไปตกหล่ม จมกองทุกข์  -
    • ในส่วนนี้สามารถทำได้ โดยการฝึกสติ  (โปรดอ่านเพิ่มเติมในวิปัสสนานุบาล ของดังตฤณ หรือ ฟังธรรมเทศนาของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    • รักษาศีล / หรือ ทำให้ตนเองมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น  ห่างไกลจากอบายมุข – คือ การมีศีล และห่างจากอบายมุข ช่วยให้เราไม่ทุกข์เพิ่ม และเป็นการปิดประตูสู่ทางต่ำของเรา …​หลายคนเมื่อทุกข์แล้วพลาดลงไปทางตกต่ำเลยก็เยอะ ฉะนั้นข้อนี้ต้องทำก่อน
  2. ทำให้จิตใจสว่างขึ้นมีกำลังมากขึ้น – ในส่วนนี้ทำได้หลายวิธี เช่น
    • ทำบุญ (โปรดดู  บุญกริยาวัตถุ 10 เพื่อดูว่า อะไรบ้างที่ทำแล้วได้บุญ) การทำบุญก็คือการทำให้จิตใจพองโต หรือสว่างขึ้นมานั่นเอง เมื่อจิตสว่างขึ้นจิตก็จะมีพลังขึ้นมา .. หากทำบ่อยเข้าก็จะช่วยให้ออกจากห่วงทุกข์ได้ง่ายขึ้น
    • ทำสมาธิ – การทำสมาธิคือการทำให้จิตรวมตัวไม่ฟุ้งกระจาย สามารถใช้การนั่งสมาธิติดตามลมหายใจก็ได้ หรือจะสวดมนต์ก็ได้
    • ทำสิ่งดีๆ/ สิ่งที่เป้นแรงบันดาลใจ – บางคนจะมีกำลังมากขึ้น หากได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก และยิ่งหากสิ่งที่ตัวเองรักนั้นเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อสังคม และต้องอาศัยความครีเอทีฟมากละก็ จะทำให้คนที่มีจริตช่างคิดและมีจิตสาธารณะฟื้นตัวจากห่วงทุกข์ได้รวดเร็วนัก …​หรือการที่เตือนตนเองถึงสิ่งดีๆที่ตนเคยทำต่อคนอื่นก็พอช่วยได้เช่นกัน (เหมือนระลึกถึงบุญที่ตนเคยทำไว้นั่นเอง)

เท่าที่ผ่านมาประมาณ 4-5 เคส ก็มักจะเป็นแบบนี้นะครับ และวิธีการที่บอกข้างต้นก็ดูจะพอช่วยให้เขาออกจากห้วงทุกข์ได้พอสมควร หลายคนผ่านไปได้ด้วยดีและมีชีวิตที่ดีขึ้น

จึงอยากจะนำบทเรียนที่สรุปได้มาแบ่งปันกันครับ

หากใครมความเห็นเพิ่มเติมหรือข้อติชมโปรดบอกและแบ่งปันครับ

คุณภาพจิต กับการศึกษา

ตอนค่ำของวันก่อนได้นั่งคุยกับ ทิงหยู เพื่อนไต้หวันที่มาเที่ยวปารีสด้วยกัน เกี่ยวกับเรื่องการนั่งสมาธิ นอกจากนี้เขายังได้สาธิตและเราก็นั่งสมาธิร่วมกันก่อนที่เราจะเข้านอนกันด้วย จากการคุยดังกล่าว มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องสมาธิและความรู้ที่อยากจะบันทึกเอาไว้ดังนี้

ทิงหยูบอกว่า เมื่อเราจิตเรามีความเหมาะสมและมีกำลังระดับหนึ่งจากการฝึกสมาธิ ประกอบกับการที่เรามีข้อมูลเบื้องต้นในสมอง จากการอ่านหนังสือ/ฟังครูสอน เราจะสามารถเกิดญาณทัศนะได้ง่ายขึ้น หรือหากเป็นเวอร์ชั่นที่ extreme กว่านั้นก็คือ จริงๆแล้วความรู้นั้นอยู่รอบๆตัวของเรา เราเพียงแต่ต้องทำจิตใจเราให้พร้อมกับการรับองค์ความรู้นั้น เมื่อเวลามาถึง

ญาณทัศนะในที่นี้ก็คือ ความ “รู้” นั่นเอง นึกถึงจังหวะนึกออก หรือ เกิดความตระหนักในเรื่องบางเรื่อง แล้วรู้สึก อ๋อ หรือ อ่าฮ่า!!! อะไรแบบนี้ เรื่องที่รู้ขึ้นมานั่นก็คือ ญาณทัศนะ ในที่นี้ หรือ ความ “รู้” นั่นเอง

แต่โดยสรุปคือ ความ “รู้” นั้นไม่ได้มาจากการวิ่งหาเอาอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องอาศัยจิตที่พร้อมที่จะ “รู้” คำตอบจากคำถามที่เราตั้งเพื่อหาความรู้นั้นอีกด้วย หากจิตเราไม่พร้อม วิ่งหาเท่าไหร่ก็เจอได้ยาก แต่หากจิตพร้อม แม้เราไม่ได้วิ่งหามันอยู่ จู่ๆมันก็จะโผล่ขึ้นมาให้เราเห็น

ฉะนั้นสภาพจิตใจที่เหมาะสมจึงอาจเรียกได้ว่าเป็น Necessary Condition ในการศึกษาหาความรู้ ไม่ว่าจะทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม คำว่า Necessary Condition นั้นหมายถึงว่า ถ้าเกิดมีสภาพจิตที่เหมาะสม จะสามารถทำให้เกิดความรู้ได้ ในขณะเดียวกัน การเกิดความ “รู้” ขึ้นนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นจากสภาพจิตที่ไม่เหมาะสมได้ Necessary Condition อีกอย่างนึงที่จำเป็นในความเห็นของผมก็คือ input ในการหาคำตอบ หากมี input เช่นความรู้/ ข้อมูลต่างๆ ที่เหมาะสมจะทำให้เกิด ความ “รู้” ได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกัน ความพยายามของเราที่ใส่ลงไปในการหาความรู้อาจเรียกได้ว่าเป็น Sufficient Condition ก็ได้ หมายความว่า หากเราใส่ความพยายามลงไป ความ “รู้” ก็สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ การเกิด ความ“รู้”นั้นอาจจะไม่ต้องอาศัยความพยายามก็ได้ จู่ๆก็มา

ความพยายามที่ควรจะใส่ลงไปคือ ความพยายามในการหา input มากกว่า มิใช่ความพยายามในการคิดเพื่อให้เกิด ความ “รู้” เพราะความ “รู้” ไม่ได้มาจากการ “คิด” แต่มาจากการที่จิตของเรามัน “รู้” ของมันเอง หรือถ้าพูดอีกอย่างก็คือ เราไปบังคับสมองของเราไม่ได้หรอก สมองมีธรรมชาติในการทำงานของมัน และเมื่อมันทำงานเสร็จคำตอบก็จะ pop – up ขึ้นมาเอง เหมือนกับคอมพิวเตอร์ ที่เราทำได้เพียงการ คีย์ข้อมูลให้สมบูรณ์ ส่วนการประมวลผลเป็นเรื่องของศักยภาพของคอมพิวเตอร์

ฉะนั้นหากเราต้องรับมือกับประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน ประณีตมากขึ้นเท่าไหร่ ศักยภาพของจิตเราก็ต้องมีความเหมาะสมกับความละเอียดอ่อน ประณีต ของประเด็นที่เรากำลังต่อกร กับมันอยู่ด้วย ระดับความประณีตของประเด็นที่เรากำลังต่อกรอยู่ก็คือ ระดับของความเป็นามธรรม (Abstract) ของประเด็นนั่นเอง หากเราประเด็นนั้นมีความเป็นนามธรรมต่ำ เช่น เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตปกติประจำวัน สมอง มนุษย์ปกติคนนึงก็สามารถจัดการได้ หากเพิ่มระดับขึ้นมาเป็นการทำงานในวิชาชีพหนึ่ง ซึ่งต้องเข้าใจหลักการหนึ่งๆผนวกกับทักษะในการปฏิบัติ การเข้าใจหลักการปฏิบัตินั่นก็จะเป็นอีกระดับหนึ่งของนามธรรม , หากเพิ่มระดับเป็นเรื่องเชิงทฤษฎี อย่างนักวิชาการทำการ ก็ต้องอาศัยคุณภาพ/ศักยภาพของจิตอีกระดับ หากเป็ฯเรื่องเชิงปรัชญา/คณิตศาสตร์ ก็จะเป็นอีกระดับ และเรื่องที่เป็นระดับสูงสุดเท่าที่ผมจะรู้ได้ตอนนี้ก็คือ เรื่องของการพิจารณา “ธรรม” ในพระพุทธศาสนานั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า อย่างผมเองในฐานะนักวิชาการนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคอยดูแลคุณภาพจิตของตนเองให้มีความเหมาะสมกับการรับมือกับประเด็นที่กำลังศึกษาอยู่ให้บ่อย ให้มาก หากพลาดทำคุณภาพจิตตกต่ำ ย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนอย่างมากแน่ๆ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้คุณภาพจิตของเราตกต่ำนั่นโดยมากมักเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับการละเมิดกติกาในอุโบสถศีล หรือ ศีล 8 นั่นเอง

หากเราไปเบียดเบียน/พรากชีวิตคนอื่น ย่อมไม่สบายใจ ย่อมกังวลใจกับความผิดหรือการถูกตามแก้แค้น จิตแบบนี้มาคิดเรื่องวิชาการไม่ได้แน่

หากเราไปทุจริต ขโมยของ แอบขึ้นรถไม่จ่ายตังค์ สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้เรามีความกังวลว่าจะถูกจับได้หรือไม่ได้ นอกจากนี้ การที่เรารู้แก่ใจว่าเราขโมยของ ผมว่ามันทำให้เรามีปมในใจ ซึ่งจะลด self-esteem ของเราลงไปเหมือนกัน จาก
ประสบการณ์ผมว่ามันส่งผลต่อศักยภาพในการคิดของเราไม่น้อย

หากเราหมกมุ่นกับเรื่องกามรมณ์ โดยเฉพาะเรื่องเพศตรงข้ามหรือเร่ืองกิจกรรมทางเพศ (นี่ไม่ต้องพูดถึงไปคบชู้ก็ได้)
จิตใจเราย่อมไม่อยู่กับงานที่ต้องทำเป็นแน่ กิจกรรมทางเพศลดพลังในการทำงานของสมองลงไปด้วย เพราะมันไปหล่อเลี้ยงส่วนอื่นแทน นอกจากนั้นแล้วยังก่อหมอกมัวๆมาบังจิตเราไม่ให้รู้ในสิ่งที่รู้ได้เมื่อจิตใสกว่านี้อีกด้วย

หากโกหก พูดจาส่อเสียด ยุแยง จิตเราย่อมบิดเบือนไปตามสิ่งที่เราพูด รู้เห็นไม่เป็นตามจริง จิตใจยังตกต่ำและเร่าร้อน เพราะการพูดส่อเสียดยุแยงโดยมากมักมาจากจิตที่มีโทสะหรือความโกรธเป็นส่วนประกอบ ย่อมไม่เหมาะกับการคิดเรื่องวิชาการ การพูดเพ้อเจ้อบ่อยๆ ก็เป็นการฝึกจิตเราให้คิดอะไรไร้สาระ ไร้หลักการ เป็นไปเพื่อความคะนองปากแต่ถ่ายเดียว พลังของจิตใจจึงถูกจัดสรรไปในเรื่องเหล่านั้นบางส่วน จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ แต่นั่นย่อมเทากับเสียโอกาสเอากำลังส่วนนั้นมาคิดเรื่องที่เป็นสาระแน่ และยิ่งทำมากก็ยิ่งเคยชิน จะบังคับให้มาคิดเรื่องซีเรียสก็อาจจะยาก …

หากกินเหล้า/เมายา …คนเราคิดงานไม่ออกตอนกำลังเมาอยู่แน่นอน นอกจากนี้ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่ามันลดศักยภาพของสมองลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ และการเรียนคืนความจำ (Recall) ยิ่งรับแอลกอฮอล์ยิ่งเรียกความจำได้ยาก อันนี้เป็นประสบการณ์ตรงจากการเล่นดนตรีในร้านอาหาร ถ้เกิดมีแอลกอฮอล์เข้าไปในกระแสเลือดแม้นิดเดียว เนื้อเพลงหายไปใจสมองต่อหน้าต่อตา!!! การเรียกคืนความจำนี้สำคัญต่อการทำงานของสมองในประเด็นที่ละเอียดประณีต เปรียบเหมือนเราใช้ excel คำนวนข้อมูล เสร็จแล้วมันลืมเอา cell x ถึง y มาคำนวนนั่นแหละ คำตอบที่ได้มาย่อมพลาดไปได้

การทานอาหารยามวิกาล ผมเข้าใจว่ายังพออนุโลมได้ เพราะมิฉะนั้นอาจจะหิวกันได้ … แต่หากละไปด้วยแล้ว นอกจากจะลดน้ำหนักได้ ยังทำให้ไม่ง่วงเวลาทำงานช่วงกลางคืนอีกด้วย นอกจากนี้ยังทำให้ตื่นไว เพราะจะหิวตอนเช้า ตอนตื่นตอนเช้าก็จะรู้สึกตัวเบาๆ เพราะไม่มีของเสียในท้องต้องถ่ายออกมา

แต่การดูเรื่องบันเทิง นี่ผมว่าเป็นอุปสรรคหลักประการหนึ่งเลยทีเดียว หลายคน รวมถึงผมเอง มีอาการติด Youtube, BBTV , เกมส์ใน facebook ฯลฯ ซึ่งกินเวลของเราไปอย่างมากมาย และส่งผลต่อความสามารถในการบังคับตัวเองให้ทำงานอีกด้วย เรื่องบันเทิงนี้ส่งผลอย่างน้อยสองประการคือ หนึ่ง มันประทับกับใจเราค่อนข้างแน่น เพราะการรับรู้มาอย่างน้อยสองทางคือ ทางตากับทางหู ฉะนั้น ถ้าจิตเราถูกเรื่องบังเทิงบังอยู่ หรือมัน process ซ้ำไปซ้ำมา ย่อมทำให้ไม่สามารถคิดได้อย่างเหมาะสม ต้องใช้เวลานานกว่าจะจูนจิตเราให้มาโฟกัสกับเรื่องวิชาการ ประการที่สองคือ มันจะเป็นจุดพักของจิตเมื่อเราเกิดความเครียด และจะทำให้เราเคยตัว เมื่อเราจะทำงานเรามักจะเริ่มเครียด ถ้าเกิดดูพวกนี้บ่อยๆก็จะไม่ได้ทำงานเลย เพราะว่าพอเริ่มเครียดมันเข้าไปเรื่องบันเทิงก่อนเลย ไม่ทำงาน พอไม่ทำงานก็เครียดเพิ่ม พอเครียดเพิ่มก็ไปดูเรื่องบันเทิง เป็นวงจรอุบาทว์อย่างนี้เรื่อยๆ

ผมจึงคิดว่า เราควรต้องจัดเวลาเรื่องบันเทิงให้ชัดเจน เหมือนตอนเด็กๆที่พ่อ/แม่เราต้องคอยกำหนดเวลาดูทีวีหรือเล่นเกมส์ให้เรานั่นเอง แต่ถ้าคุมตัวเองให้ไปวุนวายกับเรื่องนีวันเสาร์อาทิตย์ได้ก็น่าจะดี เพราะเราจะได้โฟกัสกับงานในวันธรรมดาให้เต็มที่ และไม่ต้องเสียใจหากจะพักในวันสุดสัปดาห์

ส่วนเรื่องของการเว้นจากการนั่งนอนบนที่สูง ยังไม่ค่อยเห็นความสัมพันธืเท่าไหร่ นอกเสียจากว่าจะทำให้ตื่นนอนตอนเช้าได้ลำบากกว่าการนอนพื้น แต่อันนี้ก็ขึ้นกับสุขภาพหลังของแต่ละคน ตอนผมนอนพื้นแล้วตื่นไว เพราะไม่มีอะไรจะต้องไปติดใจกับพื้นไม้ ในทางกลับกัน เตียงนุ่มๆต่างหากที่มักจะดูดเราไว้ หรือดูดเราลงไป (ตอนนอนพื้นไม่มีอะไรดูดเลยแฮะ –“)

ผมประมวลสิ่งนี้ได้จึงอยากจะแบ่งปันกัน คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังเรียนอยู่เหมือนๆกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การเรียนรู้เรื่องสมาธิที่ถูกต้องตามหลักศาสนาใดก็ตาม รวมถึงการฝึกสติปัฎฐานตามแนวพระพุทธศาสนาจะช่วยในการเพิ่มศักยภาพของจิตเพื่อการศึกษาได้