ประชาธิปไตยกับการศึกษา: ระบบการศึกษาไทยได้สร้างทัศนคติสำหรับประชาธิปไตยให้กับคนไทยหรือยัง?

อย่างที่กล่าวไปแล้วในบทความก่อนว่า เยาวชนอยู่ในระบบการศึกษาเป็นเวลานาน ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตในช่วงต้นอยู่ที่โรงเรียน สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนจึงมีผลต่อการหล่อหลอมทัศนคติและนิสัยของคนไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับเวลาที่เขาใช้ในโรงเรียน

ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น มิใช่เพียงการมีอยู่ของรูปแบบ กติกา และองค์กรตามที่ประเทศประชาธิปไตยพึงมีเท่านั้น ทัศนคติของคนในสังคมก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการทำให้ประชาธิปไตยสามารถทำงานได้

คำถามคือ อะไรคือทัศนคติที่จำเป็นต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย และโรงเรียนได้สร้างสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมทัศนคติดังกล่าวหรือไม่

ทัศนคติที่จำเป็นต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานที่จำเป็นต้องมีไม่่ว่าจะเป็นในระบอบการปกครองใดก็ตาม เช่น การรู้จักสิทธิิและหน้าที่ของตนเอง เป็นต้น แต่ผมคิดว่า ทัศนคติที่ไม่จำเป็นต้องมีในระบอบการปกครองแบบอื่น แต่จำเป็นอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตยก็คือ ทัศนคติที่มองว่าเรื่องของส่วนรวมเป็นเรื่องที่เราจะต้องมีส่วนร่วมในการทำอะไรสักอย่าง ถ้าว่ากันตามศัพท์ที่มักใช้กันในปัจจุบันอาจจะเรียกว่ามี public mind (จิตสาธารณะ) และเป็น active Citizen

ผมเห็นว่ากิจกรรมที่อยู่ในระบบการศึกษาปัจจุบันที่เชื่อกันว่าปลูกฝังเรื่องประชาธิปไตยให้กับนักเรียน ไม่ได้ช่วยสร้างทัศนคติในส่วนนี้ กิจกรรมที่ว่าก็คือ การเลือกตั้งประธานนักเรียน และคณะกรรมการนักเรียนในโรงเรียนมัธยม หรือกระทั่งการเลือกตั้งประธานคณะ นายกองค์การนักศึกษา/สโมสรนิสิต ฯลฯ ผมในฐานะคนที่อยู่ในกิจกรรมเหล่านี้มาตลอดเห็นว่า มันได้สร้างให้ผมและเพื่อนอีกจำนวนมากที่ร่วมทำกิจกรรมเหล่านี้มีจิตสาธารณะและเป็นพลเมืองที่ active แต่ผมและเพื่อนเป็นเพียงคนไม่ถึง 1% ของเด็กทั้งโรงเรียนหรือทั้งมหาวิทยาลัยที่มีโอกาสเข้าไปทำเรื่องสาธารณะเหล่านี้

ผมกลับมองว่า สำหรับคนอื่นที่ไม่ได้จับพลัดจับผลูหรือถูกผลักดันให้เข้ามาในเล่นบท active ในกิจกรรมนี้ กลับถูกหล่อหลอมไปในอีกทางหนึ่งโดยสิ้นเชิง ผมมองว่าการเลือกตั้งประธานนักเรียน ประธานคณะ นายกฯองค์การนักศึกษาเป็นสิ่งที่ปลูกฝังทัศนคติ “กบเลือกนาย” ให้กับคนส่วนใหญ่ ผมคิดว่ามันเป็นบ่อเกิดของทัศนคติที่แบ่งแยกระหว่าง “ผู้ปกครอง”และ “ผู้ถูกปกครอง” อย่างแท้จริง นักเรียน/นักศึกษามีหน้าที่แค่ไปเลือกให้คนไปทำงานสาธารณะที่ตัวเองไม่เคยสนใจ และอาจจะได้รับประโยชน์บ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น

พอถึงคราวที่มีเรื่องเสียหายมีผลกระทบถึงตัวเอง เราถึงจะโวยวาย หรือทำอะไรซักอย่าง ตรงนี้ผู้อ่านอาจมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่ผมว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะเราถูกหล่อหลอมให้มองเป็นอย่างนั้น จากระบบทำงานกลุ่มในโรงเรียน/มหาวิทยาลัย คือ ถ้าเราไม่ทำ เราเดือดร้อน ต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย และมีความจำเป็น แต่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยผมคิดว่ามันต้องก้าวไปอีกขั้นหนึ่งให้ได้

…ไปถึงขั้นที่มองว่าเรื่องสาธารณะเป็นของเรา และเราควรมีส่วนร่วม

ผมมีเพื่อนมาจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หลายคนมาก สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นในคนเหล่านี้ก็คือ เวลามีงานในคณะ ในมหาวิทยาลัย เขาจะพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์ ทำอะไรสักอย่างเสมอ ตามช่องทางที่พอทำได้ เรียกได้ว่า 9 จาก 10 คนที่ผมรู้จักเป็นอย่างนี้ แน่นอนว่าอาจมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของเขา หรือเงื่อนไขที่ทำให้คนเหล่านี้มาเป็นเพื่อนผม แต่ข้อสังเกตนึงที่ผมได้จากการคุยกับเพื่อนๆเหล่านี้ก็คือ …

โรงเรียนสาธิตเกษตรฯไม่มีสิ่งที่เรียกว่าคณะกรรมการนักเรียน เวลามีงานโรงเรียน งานต่างๆจะถุกแบ่งลงมาตามระดับชั้น แบ่งออกไปในระดับห้อง ในห้องก็แบ่งงานกันทำ แน่นอนว่ามีคนอู้คนอะไรบ้าง แต่นี่เป็นระบบที่ทำกันมาตั้งแต่เด็กน้อยจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีระดับความรับผิดชอบลดหลั่นกันไปตามระดับชั้น ชั้นโตก็ทำมาก ชั้นเด็กก็ทำน้อยหรือมีส่วนร่วมเฉยๆ

ผมมีสมมติฐานว่าระบบแบบนี้มีผลต่อการหล่อหลอมทัศนคติของเด็กสาธิตเกษตร ระบบดังกล่าวหล่อหลอมทัศนคติที่เด็กสาธิตเกษตรมีต่อความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและสังคม ไม่ว่าเขาจะเลือกที่จะมีส่วนร่วมหรือเปล่า เขารู้ว่าสิ่งที่เป็น norms ของสังคมคือ แต่ละคนมีบทบาทบางอย่างในงานของโรงเรียน ซึ่งเป็นงานสาธารณะและเขาเองอาจจะได้หรือไม่ได้รับประโยชน์ก็ได้

ในทางกลับกัน งานโรงเรียนของโรงเรียนที่มีระบบคณะกรรมการนักเรียน norms ของสังคมนั้นๆคือ คนที่มีบทบาททำงานสาธารณะของโรงเรียนคือ คณะกรรมการนักเรียน นักเรียนธรรมดาก็ใช้ชีวิตปกติของตนเองไป อาจทำงานตามที่ถูกขอบ้างก็เป็นครั้งคราว ซึ่งคนเหล่านี้ก็จะเริ่มถูกหล่อหลอมทัศนคติต่อสังคมให้พยายามทำตนให้เป็นประโยชน์ในจุดที่ทำได้

ทั้งหมดทั้งปวงที่เขียนมานั้น ผมต้องการจะบอกว่า ทัศนคติที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตยคือการที่คนเห็นเรื่องสาธารณะเป็นเรื่องของตนเอง เป็นเรื่องที่ตนเองจะต้องมีส่วนร่วม และสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนที่จะหล่อหลอมทัศนคตินี้ก็คือ สิ่งแวดล้อมที่ทำให้การที่นักเรียนมีส่วนในการทำตนให้เป็นประโยชน์กับกิจการสาธารณะของโรงเรียนตั้งแต่การออกความคิดเห็นและร่วมลงมือทำอย่างจริงจัง ผ่านหลากหลายช่องทาง จะเป็นการหล่อหลอมทัศนคติที่จำเป็นต่อระบอบประชาธิปไตย

ที่สำคัญคือ เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือทำลายระบบเดิม แต่ควรปรับให้มันมาในแนวนี้มากกว่า เช่น โรงเรียนที่มีระบบคณะกรรมการนักเรียน ก็ควรจะขยายการมีส่วนร่วมไปในระดับห้องอย่างจริงจัง มีการแบ่งงานอย่างจริงจังชัดเจน คือ คณะกรรมการนักเรียนเป็นผู้นำให้นักเรียนในโรงเรียนมีส่วนร่วมทำโรงเรียนให้ดีขึ้นนั่นเอง หรือ อีกแนวหนึ่งคือ พัฒนาระบบชุมนุมชมรมให้เข้มแข็ง ให้นักเรียนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่หลากหลายตามความสนใจ แล้วจึงเชิญชวนหรือแบ่งงานที่เป็นประโยชน์สาธารณะลงไปในองค์กรเหล่านี้ เป็นต้น

หากทำได้ ผมเชื่อว่าคนไทยจะมีความกระตือรือร้นเชิงการเมืองและมีส่วนร่วมในการช่วยกันทำสังคมให้ดีขึ้นมากกว่านี้ เพราะมันจะถูกหล่อหลอมเป็นทัศนคติ เป็นนิสัย เป็นบรรทัดฐาน มิใช่เพียงคำรณรงค์สวยหรูเท่านั้น

ตอบคำถามเหล่านี้ก่อนดำเนินการนโยบายเปิดห้องรับเด็กฝากจะดีกว่าไหม?

นสพ.กรุงเทพธุรกิจได้นำเสนอข่าวนโยบายเปิดห้องรับเด็กฝากของท่าน รมว.ศึกษาธิการ (อ่านได้ที่นี่)สงสัยมากๆว่า ท่าน รมว.ศึกษาธิการได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา หรือกระทั่งด้านเศรษฐศาสตร์บ้างหรือไม่เกี่ยวกับผลกระทบของนโยบายนี้ มีหลายคำถามที่ตามมา

1. ถ้าเด็กมีความสามารถจริงทำไมเขาจึงต้องใช้ช่องทางนี้ในการเข้าเรียน

2. นโยบายนี้เป็นการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในสังคมหรือไม่ คือ คนรวยใช้เงินบริจาคก็เข้าเรียนได้ ในขณะที่เด็กรายได้น้อยที่มีความสามารถเท่ากันกลับไม่สามารถเข้าเรียนได้ ?

3. การให้เปิดห้องเรียนรับเด็กฝากโดยเฉพาะจะส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็กหรือไม่อย่างไร และมันมีผลต่างจากการเอาเด็กฝากไปคละกับเด็กที่สอบเข้าธรรมดาอย่างไร โดยเฉพาะในแง่ของการช่วยเหลือกันในเชิงวิชาการของเด็กนักเรียน และความแตกต่างแปลกแยกกับเพื่อนที่เข้าเรียนด้วยวิธีที่ต่างกัน ?

4. การฝากเด็กเป็นพฤติกรรมของผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนที่ดี มันสะท้อนปัญหาหลายประการ
ก. โรงเรียนที่ลูกที่พ่อแม่ต้องฝากเข้านั้นทำเต็มประสิทธิภาพ ประสิทธิประสาทวิชาให้ลูกได้เต็มที่ดีเยี่ยมหรือยัง
ข. โรงเรียนลำดับต่อไปที่จะไปเข้านั้น อาจจะคุณภาพต่างกันมากจนพ่อแม่ต้องหนีจากโรงเรียนที่ลูกเข้าได้ด้วยความสามารถ
ค. อาจมีเงื่อนไขอื่นๆหรือไม่ที่ผู้ปกครองจำต้องฝากเด็กเข้าโรงเรียนที่เด็กความสามารถไม่ถึง

กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับปัญหาเหล่านี้หรือยัง ก่อนที่จะมาพิจารณานโยบาย”เปิดห้องเรียนรับเด็กฝาก” นี้

5. มันเป็นการส่งสัญญาณให้เด็กนักเรียนไม่ใช้ความสามารถของตนในการบรรลุเป้าหมายตั้งแต่เด็ก แต่ใช้เงินและอำนาจของพ่อแม่หรือเปล่า ?

6. มันจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างครู และนักเรียนกลุ่มเด็กฝากนี้ เปลี่ยนไปหรือไม่เท่าเทียมกันกับเด็กกลุ่มอื่นในโรงเรียนหรือไม่ และเป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรองโดยเฉพาะกับผู้ปกครองกลุ่มนี้ในโรงเรียนหรือไม่?

7. ข้อสุดท้ายแล้วสำคัญที่สุดคือ อะไรเป็นวัตถุประสงค์ของนโยบายนี้ และมันมีประโยชน์อะไรหรือไม่ต่อการพัฒนาระบบและคุณภาพการศึกษาไทย?

…. นี่ขนาดนึกไวๆยังมีคำถามเกี่ยวกับนโยบายนี้ที่ต้องตอบมากมาย ท่าน รมว.ศึกษาธิการได้ทำการบ้านมากพอหรือยังก่อนที่จะออกนโยบายนี้ออกมา

ทำไมโรงเรียนจึงเป็นจุดสำคัญในการพัฒนาประเทศ

เวลาพูดถึงการพัฒนาสังคม พัฒนาประเทศ การศึกษาและครอบครัวมักเป็นปัจจัยสำคัญที่มักถูกพูดถึงและเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทุกคนคิดว่าจะต้องได้รับการพัฒนา

อย่างไรก็ดี ในแง่การพัฒนาแล้ว การจัดการกับโรงเรียนทำได้ง่ายกว่าการจัดการกับครอบครัวมากนัก หากเราพิจารณากันในทางปฏิบัติ

โรงเรียนจัดการได้ง่ายกว่าเพราะว่าโรงเรียนมีลักษณะเป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้กฎกติกาและนโยบายที่รัฐสามารถสั่งการได้ ในขณะที่ครอบครัวนั้นมีจำนวนมากและไม่สามารถถูกสั่งการโดยนโยบายของรัฐได้โดยตรง แต่ทำได้ผ่านการคลายข้อจำกัดและการเพิ่มแรงจูงใจของสมาชิกในครอบครัวให้สามารถบรรลุเป้าหมาย “ครอบครัวเข้มแข็ง” ตามที่ผู้คนคาดหวัง

นอกจากนี้โรงเรียนยังเป็นที่ที่เด็กใช้เวลาเรียนรู้และมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมากที่สุด มากกว่ากับครอบครัวเสียอีก จุดนี้ทำให้ผมคิดว่านี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ หากเด็กจะโตขึ้นเป็นคนยังไงก็ขึ้นอยู่กับเวลาในโรงเรียนมากเช่นกัน โดยเฉพาะทัศนคติเกี่ยวกับบทบาทของตนเองกับสังคม

ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ เราจะจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรียนให้เด็กๆเรียนรู้เรื่องอะไรอย่างไร ไม่ใช่เฉพาะการจัดหลักสูตรภายในห้องเรียนเท่านั้น

อยู่กับตัวเองบ้าง: บอกทั้งตัวเองและประเทศไทย

วันนี้เป็นวันแรกๆในรอบหลายๆเดือนที่ผมได้อยู่กับตัวเองและมานั่งพิจารณาเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการตัวผมเอง เช่น การใช้เงิน และงานการอื่นๆ

เคยได้ยินมานานแล้วว่า คนเราควรมีช่วงเวลาในหนึ่งวันเพื่ออยู่กับตัวเองบ้าง แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเมื่อก่อนผมเข้าใจว่าอะไร

มาวันนี้ผมเข้าใจมากขึ้นว่า ตัวเราเองก็มีเรื่องต้องจัดการหลายเรื่องให้เป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินชีวิตของเราเป็นไปอย่างมี “สติ” คือ รู้ถึงสภาวะปัจจุบัน ในทางธรรม เราอาจจะใช้ลมหายใจเป็นฐานของสติให้เราพิจารณาความเป็นไปของร่างกายของเราได้ แต่ในทางโลกที่ “เรา” นั้นมีอะไรติดสอยห้อยตามมามากมาย เช่น ทรัพย์สิน เงินทอง หน้าที่การงาน ภาระ ฯลฯ มันจำเป็นต้องมีเครื่องมืออื่นๆมาช่วยให้เรารู้ถึงสภาวะปัจจุบันของสิ่งเหล่าน้ีด้วยเช่นกัน Continue reading

อันดับนั้นสำคัญไฉน?

เมื่อเร็วๆนี้สำนักงานจัดอันดับมหาวิทยาลัยของโลกในจีนได้ตีพิมพ์ World Universities Ranking ประจำปี 2010 ออกมา (Academic Ranking of World Universities: www.arwu.org ) จัดอันดับเชิงวิชาการทั้งในระดับโลก ภูมิภาค และประเทศ ของประเทศที่มีมหาวิทยาลัยสำคัญๆ แยกออกเป็นสาขากว้างๆหลายสาขา ครอบคลุมทั้งสายวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ คำถามคือ Ranking พวกนี้เป็นประโยชน์แค่ไหนในการที่เราจะบ่งชี้ว่า เราควรจะไปเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นหรือไม่ ?

ก่อนที่เราจะเข้าเรื่องกัน เรามาดู 20 อันดับแรกของมหาวิทยาลัยโลกตามที่สำนักนี้ได้จัดกันพอให้ได้รู้สถานการณ์ Ranking มหาวิทยาลัยโลกในปี้นี้กันครับ

1. Harvard University                                U.S.
2. University of California, Berkeley        U.S.
3. Standford University                                U.S.
4. Massachusettes Institute of Technology (MIT)        U.S.
5. University of Cambridge                        U.K.
6. California Institute of Technology        U.S.
7. Princeton University                                U.S.
8. Columbia University                                U.S.
9. University of Chicago                        U.S.
10. University of Oxford                        U.K.
11. Yale University                                        U.S.
12. Cornell University                                U.S.
13. University of California, L.A.                U.S.
14. University of California, San Diego                                U.S.
15. University of Pensylvania                U.S.
16. University of Washington                U.S.
17. University of Wisconsin-Madison        U.S.
18. The John Hopkins University                U.S.
18. University of California, San Francisco                         U.S.
20. The University of Tokyo                        Japan

(แหล่งข้อมูล: http://www.arwu.org/ARWU2010.jsp )

และเพื่อให้เข้ากับสถานที่และเวลาของผู้เขียน ที่กำลังเรียนอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ขอนำผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในเนเธอร์แลนด์จากสำนักนี้มาให้ดูกัน อาจจะไม่ครบทุกมหาวิทยาลัยในประเทศ แต่ก็ครอบคลุมมหาวิทยาลัยชั้นนำของเนเธอร์แลนด์แทบทั้งหมด

Academic Ranking of World Universities – 2010
Netherlands National Rank Institution*

1 Utrecht University
2 Leiden University
3-6 University of Amsterdam
3-6 University of Groningen
3-6 University of Wageningen
3-6 VU University Amsterdam
7-9 Delft University of Technology
7-9 Erasmus University
7-9 Radboud University Nijmegen
10-11 University of Maastricht
10-11 University of Twente
12 Eindhoven University of Technology

*Institutions within the same rank range are listed alphabetically.

(แหล่งข้อมูล: http://www.arwu.org/Country2010Main.jsp?param=Netherlands )

(สามารถอ่านวิธีการศึกษาได้ที่นี่ http://www.arwu.org/ARWUMethodology2010.jsp)

ย้อนกลับมาที่คำถามตอนต้น ว่า Ranking พวกนี้มันจะมีประโยชน์ในการเลือกมหาวิทยาลัยของเราบ้างหรือไม่ ผมเชื่อว่าเราไม่สามารถฟันธงไปได้ว่ามันประโยชน์หรือไม่มีเลย แต่ผมมีความเห็นบางประการที่อยากจะแลกเปลี่ยนเอาไว้ครับ

ผมคิดว่าเรื่องนี้เราควรพิจารณาเอาจากเป้าประสงค์ของผู้เรียนเป็นหลัก

หากคนที่สนใจเรียนในระดับปริญญาโทเพื่อสุดท้ายจะไปหางานทำต่อ ผมเชื่อว่า Ranking เหล่านี้เป็นประโยชน์มากในการเลือกมหาวิทยาลัยสำหรับการเรียน ทั้งนี้เป็นเพราะการที่เราจบมหาวิทยาลัยที่มี Ranking สูงๆนั้น จะเป็นการส่งสัญญาณในทางบวกให้กับผู้จ้างงาน ว่าควรจ้างเรานะ เพราะจบสถาบันที่ยอดเยี่ยม เราก็น่าจะมีความสามารถมาก อย่างไรก็ดีนี่ไม่ได้รับประกันว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำจะมีระบบการเรียนการสอนที่ดีตาม Ranking และก็ไม่ได้รับประกันว่าผู้ที่จบจากสถาบันเหล่านี้จะมีความสามารถตาม Ranking เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้เรียนจะใช้โอกาสของการได้เรียนในมหาวิทยาลัยเหล่านั้นขนาดไหน

อย่างไรก็ดี หากผู้เรียนต้องการเรียนปริญญาโท แบบวิจัย เพื่อเรียนต่อในระดับปริญญาเอก หรือผู้เรียนต้องการเรียนในระดับปริญญาเอกด้วย เรื่องราวอาจจะไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะ เมื่อเราลงลึกถึงเรื่องการวิจัย หัวข้อการวิจัยนั้นหลากหลายมากเสียจนการจัดอันดับเหล่านี้แทบจะไม่มีความหมาย เพราะในหมู่ชุมชนนักวิจัยในเรื่องนั้นเขาก็จะรู้กันเองว่า จริงๆแล้วสำหรับหัวข้อนี้ที่ไหนคือที่ที่ดี ใครคือคนที่เป็นปรมาจารย์ในเรื่องนี้ ยิ่งเป็นหัวข้อวิจัยที่ไม่อาจจะไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก หรือกระทั่งเป็นพวกวิพากษ์กระแสหลักแล้วละก็ Ranking เหล่านี้เรียกได้ว่าหมดความหมายไปเลยก็ว่าได้

ฉะนั้นสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนลักษณะนี้อาจจะต้องกระโดดข้าม Ranking แล้วลงไปดูในชุมชนนักวิจัยในหัวข้อที่เราสนใจ ว่าใครคือปรมจารย์ และเขาสอนหรือทำวิจัยอยู่ที่ไหน ถ้าถามว่ามีแนวโน้มที่ปรมาจารย์จะอยู่ในมหาวิทยาลัย Ranking สูงไหมก็ต้องบอกว่าน่าจะมีอยู่อาจจะมากในบางสาขา หรืออาจจะไม่ในบางสาขา ฉะนั้นการลงไปเรียนรู้ชุมชนที่เรากำลังจะเข้าไปก่อนจะเป็นประโยชน์กว่าการดู Ranking เหล่านี้

นอกจากนี้การเข้าเป็นนักวิจัยและจะประสบความสำเร็จในฐานะนักวิจัยนั้นมันมีปัจจัยหลายอย่าง และสิ่งสำคัญที่สุดคือมันขึ้นกับเราเอง ไม่ได้ขึ้นกับ Ranking ของมหาวิทยาลัย การเข้าไปเป็นนักวิจัยก็คือการเข้าไปทำงานนั่นเอง ฉะนั้นถ้าเกิดว่าตัวเรามีความพร้อมแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่า Ranking ก็คือบรรยากาศในการทำงาน เพื่อนร่วมงาน และหัวหน้างานของเรา และยิ่งในการเรียนระดับปริญญาเอกซึ่งใช้เวลานาน สิ่งเหล่านี้ดูจะมีความสำคัญมากกว่า Ranking เป็นไหนๆ

ฉะนั้นโดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่า Ranking มีความสำคัญในระดับหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าผู้เรียนต้องการอะไรจากการเรียนกันแน่ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าผู้เรียนจะได้เรียนในมหาวิทยาลัยใดก็ตาม ประโยชน์ที่เราจะได้ ผลการเรียน และความรู้ของเรานั้น ขึ้นอยู่กับตัวเราทั้งสิ้น มันอยู่ที่ว่าเราจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ให้มากขนาดไหน ใช้ประโยชน์จาก Internet ได้มากขนาดไหน และเราทุ่มกำลังกายกำลังใจไปกับมันขนาดไหนมากกว่า ท้ายที่สุดแล้วฉลากของมหาวิทยาลัยที่เราจบมาไม่สำคัญเท่ากับคุณค่าที่เราได้สร้างให้กับตัวของเราเอง

University Ranking 2009 – Universities from Asia

This entry contains ranking of universities from Asia in the university ranking 2009 of Times Higher Education. The link of the full ranking is at the bottom of this page.

Entry นี้ รวบรวมรายชื่อมหาวิทยาลัยในเอเชียที่ติดอันดับหนึ่งในสองร้อยจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยปี 2009 โดย Times Higher Eduction ประเทศอังกฤษครับ ลิงค์สำหรับการจัดอันดับทั้งหมดอยู่ด้านล่างของ Entry นี้ครับ Continue reading

University Ranking 2009 – Universities from the Netherlands

This entry contains ranking of universities from Asia in the university ranking 2009 of Times Higher Education. The link of the full ranking is at the bottom of this page.

Entry นี้ รวบรวมรายชื่อมหาวิทยาลัยในเนเธอร์แลนด์ที่ติดอันดับหนึ่งในสองร้อยจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยปี 2009 โดย Times Higher Eduction ประเทศอังกฤษครับ ลิงค์สำหรับการจัดอันดับทั้งหมดอยู่ด้านล่างของ Entry นี้ครับ Continue reading

คุณภาพจิต กับการศึกษา

ตอนค่ำของวันก่อนได้นั่งคุยกับ ทิงหยู เพื่อนไต้หวันที่มาเที่ยวปารีสด้วยกัน เกี่ยวกับเรื่องการนั่งสมาธิ นอกจากนี้เขายังได้สาธิตและเราก็นั่งสมาธิร่วมกันก่อนที่เราจะเข้านอนกันด้วย จากการคุยดังกล่าว มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องสมาธิและความรู้ที่อยากจะบันทึกเอาไว้ดังนี้

ทิงหยูบอกว่า เมื่อเราจิตเรามีความเหมาะสมและมีกำลังระดับหนึ่งจากการฝึกสมาธิ ประกอบกับการที่เรามีข้อมูลเบื้องต้นในสมอง จากการอ่านหนังสือ/ฟังครูสอน เราจะสามารถเกิดญาณทัศนะได้ง่ายขึ้น หรือหากเป็นเวอร์ชั่นที่ extreme กว่านั้นก็คือ จริงๆแล้วความรู้นั้นอยู่รอบๆตัวของเรา เราเพียงแต่ต้องทำจิตใจเราให้พร้อมกับการรับองค์ความรู้นั้น เมื่อเวลามาถึง

ญาณทัศนะในที่นี้ก็คือ ความ “รู้” นั่นเอง นึกถึงจังหวะนึกออก หรือ เกิดความตระหนักในเรื่องบางเรื่อง แล้วรู้สึก อ๋อ หรือ อ่าฮ่า!!! อะไรแบบนี้ เรื่องที่รู้ขึ้นมานั่นก็คือ ญาณทัศนะ ในที่นี้ หรือ ความ “รู้” นั่นเอง

แต่โดยสรุปคือ ความ “รู้” นั้นไม่ได้มาจากการวิ่งหาเอาอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องอาศัยจิตที่พร้อมที่จะ “รู้” คำตอบจากคำถามที่เราตั้งเพื่อหาความรู้นั้นอีกด้วย หากจิตเราไม่พร้อม วิ่งหาเท่าไหร่ก็เจอได้ยาก แต่หากจิตพร้อม แม้เราไม่ได้วิ่งหามันอยู่ จู่ๆมันก็จะโผล่ขึ้นมาให้เราเห็น

ฉะนั้นสภาพจิตใจที่เหมาะสมจึงอาจเรียกได้ว่าเป็น Necessary Condition ในการศึกษาหาความรู้ ไม่ว่าจะทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม คำว่า Necessary Condition นั้นหมายถึงว่า ถ้าเกิดมีสภาพจิตที่เหมาะสม จะสามารถทำให้เกิดความรู้ได้ ในขณะเดียวกัน การเกิดความ “รู้” ขึ้นนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นจากสภาพจิตที่ไม่เหมาะสมได้ Necessary Condition อีกอย่างนึงที่จำเป็นในความเห็นของผมก็คือ input ในการหาคำตอบ หากมี input เช่นความรู้/ ข้อมูลต่างๆ ที่เหมาะสมจะทำให้เกิด ความ “รู้” ได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกัน ความพยายามของเราที่ใส่ลงไปในการหาความรู้อาจเรียกได้ว่าเป็น Sufficient Condition ก็ได้ หมายความว่า หากเราใส่ความพยายามลงไป ความ “รู้” ก็สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ การเกิด ความ“รู้”นั้นอาจจะไม่ต้องอาศัยความพยายามก็ได้ จู่ๆก็มา

ความพยายามที่ควรจะใส่ลงไปคือ ความพยายามในการหา input มากกว่า มิใช่ความพยายามในการคิดเพื่อให้เกิด ความ “รู้” เพราะความ “รู้” ไม่ได้มาจากการ “คิด” แต่มาจากการที่จิตของเรามัน “รู้” ของมันเอง หรือถ้าพูดอีกอย่างก็คือ เราไปบังคับสมองของเราไม่ได้หรอก สมองมีธรรมชาติในการทำงานของมัน และเมื่อมันทำงานเสร็จคำตอบก็จะ pop – up ขึ้นมาเอง เหมือนกับคอมพิวเตอร์ ที่เราทำได้เพียงการ คีย์ข้อมูลให้สมบูรณ์ ส่วนการประมวลผลเป็นเรื่องของศักยภาพของคอมพิวเตอร์

ฉะนั้นหากเราต้องรับมือกับประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน ประณีตมากขึ้นเท่าไหร่ ศักยภาพของจิตเราก็ต้องมีความเหมาะสมกับความละเอียดอ่อน ประณีต ของประเด็นที่เรากำลังต่อกร กับมันอยู่ด้วย ระดับความประณีตของประเด็นที่เรากำลังต่อกรอยู่ก็คือ ระดับของความเป็นามธรรม (Abstract) ของประเด็นนั่นเอง หากเราประเด็นนั้นมีความเป็นนามธรรมต่ำ เช่น เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตปกติประจำวัน สมอง มนุษย์ปกติคนนึงก็สามารถจัดการได้ หากเพิ่มระดับขึ้นมาเป็นการทำงานในวิชาชีพหนึ่ง ซึ่งต้องเข้าใจหลักการหนึ่งๆผนวกกับทักษะในการปฏิบัติ การเข้าใจหลักการปฏิบัตินั่นก็จะเป็นอีกระดับหนึ่งของนามธรรม , หากเพิ่มระดับเป็นเรื่องเชิงทฤษฎี อย่างนักวิชาการทำการ ก็ต้องอาศัยคุณภาพ/ศักยภาพของจิตอีกระดับ หากเป็ฯเรื่องเชิงปรัชญา/คณิตศาสตร์ ก็จะเป็นอีกระดับ และเรื่องที่เป็นระดับสูงสุดเท่าที่ผมจะรู้ได้ตอนนี้ก็คือ เรื่องของการพิจารณา “ธรรม” ในพระพุทธศาสนานั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า อย่างผมเองในฐานะนักวิชาการนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคอยดูแลคุณภาพจิตของตนเองให้มีความเหมาะสมกับการรับมือกับประเด็นที่กำลังศึกษาอยู่ให้บ่อย ให้มาก หากพลาดทำคุณภาพจิตตกต่ำ ย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนอย่างมากแน่ๆ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้คุณภาพจิตของเราตกต่ำนั่นโดยมากมักเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับการละเมิดกติกาในอุโบสถศีล หรือ ศีล 8 นั่นเอง

หากเราไปเบียดเบียน/พรากชีวิตคนอื่น ย่อมไม่สบายใจ ย่อมกังวลใจกับความผิดหรือการถูกตามแก้แค้น จิตแบบนี้มาคิดเรื่องวิชาการไม่ได้แน่

หากเราไปทุจริต ขโมยของ แอบขึ้นรถไม่จ่ายตังค์ สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้เรามีความกังวลว่าจะถูกจับได้หรือไม่ได้ นอกจากนี้ การที่เรารู้แก่ใจว่าเราขโมยของ ผมว่ามันทำให้เรามีปมในใจ ซึ่งจะลด self-esteem ของเราลงไปเหมือนกัน จาก
ประสบการณ์ผมว่ามันส่งผลต่อศักยภาพในการคิดของเราไม่น้อย

หากเราหมกมุ่นกับเรื่องกามรมณ์ โดยเฉพาะเรื่องเพศตรงข้ามหรือเร่ืองกิจกรรมทางเพศ (นี่ไม่ต้องพูดถึงไปคบชู้ก็ได้)
จิตใจเราย่อมไม่อยู่กับงานที่ต้องทำเป็นแน่ กิจกรรมทางเพศลดพลังในการทำงานของสมองลงไปด้วย เพราะมันไปหล่อเลี้ยงส่วนอื่นแทน นอกจากนั้นแล้วยังก่อหมอกมัวๆมาบังจิตเราไม่ให้รู้ในสิ่งที่รู้ได้เมื่อจิตใสกว่านี้อีกด้วย

หากโกหก พูดจาส่อเสียด ยุแยง จิตเราย่อมบิดเบือนไปตามสิ่งที่เราพูด รู้เห็นไม่เป็นตามจริง จิตใจยังตกต่ำและเร่าร้อน เพราะการพูดส่อเสียดยุแยงโดยมากมักมาจากจิตที่มีโทสะหรือความโกรธเป็นส่วนประกอบ ย่อมไม่เหมาะกับการคิดเรื่องวิชาการ การพูดเพ้อเจ้อบ่อยๆ ก็เป็นการฝึกจิตเราให้คิดอะไรไร้สาระ ไร้หลักการ เป็นไปเพื่อความคะนองปากแต่ถ่ายเดียว พลังของจิตใจจึงถูกจัดสรรไปในเรื่องเหล่านั้นบางส่วน จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ แต่นั่นย่อมเทากับเสียโอกาสเอากำลังส่วนนั้นมาคิดเรื่องที่เป็นสาระแน่ และยิ่งทำมากก็ยิ่งเคยชิน จะบังคับให้มาคิดเรื่องซีเรียสก็อาจจะยาก …

หากกินเหล้า/เมายา …คนเราคิดงานไม่ออกตอนกำลังเมาอยู่แน่นอน นอกจากนี้ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่ามันลดศักยภาพของสมองลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ และการเรียนคืนความจำ (Recall) ยิ่งรับแอลกอฮอล์ยิ่งเรียกความจำได้ยาก อันนี้เป็นประสบการณ์ตรงจากการเล่นดนตรีในร้านอาหาร ถ้เกิดมีแอลกอฮอล์เข้าไปในกระแสเลือดแม้นิดเดียว เนื้อเพลงหายไปใจสมองต่อหน้าต่อตา!!! การเรียกคืนความจำนี้สำคัญต่อการทำงานของสมองในประเด็นที่ละเอียดประณีต เปรียบเหมือนเราใช้ excel คำนวนข้อมูล เสร็จแล้วมันลืมเอา cell x ถึง y มาคำนวนนั่นแหละ คำตอบที่ได้มาย่อมพลาดไปได้

การทานอาหารยามวิกาล ผมเข้าใจว่ายังพออนุโลมได้ เพราะมิฉะนั้นอาจจะหิวกันได้ … แต่หากละไปด้วยแล้ว นอกจากจะลดน้ำหนักได้ ยังทำให้ไม่ง่วงเวลาทำงานช่วงกลางคืนอีกด้วย นอกจากนี้ยังทำให้ตื่นไว เพราะจะหิวตอนเช้า ตอนตื่นตอนเช้าก็จะรู้สึกตัวเบาๆ เพราะไม่มีของเสียในท้องต้องถ่ายออกมา

แต่การดูเรื่องบันเทิง นี่ผมว่าเป็นอุปสรรคหลักประการหนึ่งเลยทีเดียว หลายคน รวมถึงผมเอง มีอาการติด Youtube, BBTV , เกมส์ใน facebook ฯลฯ ซึ่งกินเวลของเราไปอย่างมากมาย และส่งผลต่อความสามารถในการบังคับตัวเองให้ทำงานอีกด้วย เรื่องบันเทิงนี้ส่งผลอย่างน้อยสองประการคือ หนึ่ง มันประทับกับใจเราค่อนข้างแน่น เพราะการรับรู้มาอย่างน้อยสองทางคือ ทางตากับทางหู ฉะนั้น ถ้าจิตเราถูกเรื่องบังเทิงบังอยู่ หรือมัน process ซ้ำไปซ้ำมา ย่อมทำให้ไม่สามารถคิดได้อย่างเหมาะสม ต้องใช้เวลานานกว่าจะจูนจิตเราให้มาโฟกัสกับเรื่องวิชาการ ประการที่สองคือ มันจะเป็นจุดพักของจิตเมื่อเราเกิดความเครียด และจะทำให้เราเคยตัว เมื่อเราจะทำงานเรามักจะเริ่มเครียด ถ้าเกิดดูพวกนี้บ่อยๆก็จะไม่ได้ทำงานเลย เพราะว่าพอเริ่มเครียดมันเข้าไปเรื่องบันเทิงก่อนเลย ไม่ทำงาน พอไม่ทำงานก็เครียดเพิ่ม พอเครียดเพิ่มก็ไปดูเรื่องบันเทิง เป็นวงจรอุบาทว์อย่างนี้เรื่อยๆ

ผมจึงคิดว่า เราควรต้องจัดเวลาเรื่องบันเทิงให้ชัดเจน เหมือนตอนเด็กๆที่พ่อ/แม่เราต้องคอยกำหนดเวลาดูทีวีหรือเล่นเกมส์ให้เรานั่นเอง แต่ถ้าคุมตัวเองให้ไปวุนวายกับเรื่องนีวันเสาร์อาทิตย์ได้ก็น่าจะดี เพราะเราจะได้โฟกัสกับงานในวันธรรมดาให้เต็มที่ และไม่ต้องเสียใจหากจะพักในวันสุดสัปดาห์

ส่วนเรื่องของการเว้นจากการนั่งนอนบนที่สูง ยังไม่ค่อยเห็นความสัมพันธืเท่าไหร่ นอกเสียจากว่าจะทำให้ตื่นนอนตอนเช้าได้ลำบากกว่าการนอนพื้น แต่อันนี้ก็ขึ้นกับสุขภาพหลังของแต่ละคน ตอนผมนอนพื้นแล้วตื่นไว เพราะไม่มีอะไรจะต้องไปติดใจกับพื้นไม้ ในทางกลับกัน เตียงนุ่มๆต่างหากที่มักจะดูดเราไว้ หรือดูดเราลงไป (ตอนนอนพื้นไม่มีอะไรดูดเลยแฮะ –“)

ผมประมวลสิ่งนี้ได้จึงอยากจะแบ่งปันกัน คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังเรียนอยู่เหมือนๆกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การเรียนรู้เรื่องสมาธิที่ถูกต้องตามหลักศาสนาใดก็ตาม รวมถึงการฝึกสติปัฎฐานตามแนวพระพุทธศาสนาจะช่วยในการเพิ่มศักยภาพของจิตเพื่อการศึกษาได้

เค้าดูอะไรกันเวลาคอมเมนต์บทความวิชาการในสัมมนา

วันนี้ที่คณะมีสัมมนาของนักศึกษา Research master และ Ph.D. เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกวันจันทร์ของที่คณะ แต่ละสัปดาห์จะมีนักศึกษา Research master ปีสอง และนักศึกษาปริญญาเอกมานำเสนอ ในบางสัปดาห์ก็จะมี สลับกับ Research Seminar ที่จะเชิญนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆมานำเสนอบทความด้วยเหมือนกัน นักวิชาการเหล่านี้หลายคนมีชื่อเสียงในวงเศรษฐศาสตร์ และปรัชญาพอสมควรทีเดียว

สัมมนาแต่ละครั้งก็จะมีคนคอมเมนต์ (Commentator) จำนวนสองคน ตลอดที่ผ่านมาไม่เคยลองสรุปบทเรียนดูซักทีว่า คนคอมเมนต์ปกติเค้าคอมเมนต์อะไรกัน วันนี้ได้โอกาสเลยจะลองสรุปบทเรียนดู เพราะว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเองและคนท่ีมาอ่านด้วย

ผมเข้าใจว่าการคอมเมนต์บทความวิชาการอาจจะแยกได้เป็น สามกลุ่มด้วยกัน

กลุ่มแรกเป็นการคอมเมนต์เกี่ยวกับ “วิธีการนำเสนอ” ของบทความ ในส่วนนี้คนคอมเมนต์มักจะพยายามทำความเข้าใจผู้เขียนว่า มีความตั้งใจอย่างไร มีจุดประสงค์ในการเขียนอย่างไร ตัวบทความที่เขียนนั้นตอบโจทย์ที่ตัวผู้เขียนตั้งเอาไว้เองหรือไม่ ในส่วนนี้เท่าๆที่ฟังมา พวกป.โท ป.เอกบางทีมีปัญหาว่า เขียนไม่ชัดว่าตกลงที่เขียนบทความนี่ต้องการอะไรกันแน่ อะไรคือคำถาม อะไรคือ ประเด็น บางทีมันไม่ชัด บางครั้งมีสองประเด็นในบทความเดียวและไม่เชื่อมกัน เป็นต้น ต่อมาคือ บางทีโจทย์ชัดจริง แต่ว่าสิ่งที่นำเสนออาจจะเบี่ยงประเด็นไป หรือไม่ตอบโจทย์ หรืออาจจะมีวิธีอื่นที่อาจจะตอบได้ดีกว่านั้น มีบางประเด็นที่ถ้าให้ความสำคัญอาจจะทำให้ประเด็นชัดกว่านี้ คนคอมเมนต์ก็จะให้คำแนะนำ ทั้งนี้เพื่อการพัฒนาบทความโดยรวม

กลุ่มที่สอง เป็นการคอมเมนต์แบบต้องการ “ความชัดเจน ” ในหลายครั้งคนเขียนบทความใช้คำเฉพาะ หรือคำบางคำที่อาจจะตีความหมายได้หลายแบบ แต่ว่าในบทความไม่ได้ขยายความหรือตกลงกับผู้อ่านให้ชัด คำเหล่านี้อาจนำไปสู่การเข้าใจผิดหรือการถกเถียงในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องได้ หรือนำไปสู่การสร้าง argument ที่ไม่ชัดเจน ไม่เข้มแข็งได้ ในจุดนี้ คนคอมเมนต์ก็มักจะชี้ประเด็นและให้คำแนะนำ

กลุ่มที่สามคือ เป็นการคอมเมนต์แบบ “ตอบโต้กับตัวเนื้อหาโดยตรง” อันนี้หมายความว่า สมมติว่าผู้เขียนเสนอ A แต่คนคอมเมนต์อาจจะไม่เห็นด้วย และคิดว่า B มากกว่า เป็นต้น อย่างไรก็ดี วันนี้ลองสังเกตดู ประเด็นไหนจะถูกคอมเมนต์ในกลุ่มนี้นั้นขึ้นอยู่กับ Background ของคนคอมเมนต์ค่อนข้างมาก เท่าที่เห็นคือ คนคอมเมนต์มักจะคอมเมนต์ในประเด็นที่ตนเองมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ประเด็นใดที่ไม่รู้ไม่เชียวชาญมักจะไม่โผล่ขึ้นมาเตะตาให้คอมเมนต์มากนัก ผมว่าในประเด็นนี้ทำให้เราเข้าใจอย่างน้อยสองประเด็นคือ 1) หากมีคนจากหลาย Background มาช่วยคอมเมนต์ก็จะทำให้งานของเราแหลมคมมากขึ้น 2) ถ้าเราเป็นคนคอมเมนต์ก็ไม่ต้องกังวลว่าคอมเมนต์ของเราจะดีไม่ดี ผิดหรือถูก ทั้งนี้เพราะประเด็นในการคอมเมนต์มันขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละคน ซึ่งต่างกัน และคนเขียนเองก็ย่อมอยากได้คอมเมนต์ที่หลากหลายมากกว่าคอมเมนต์ซ้ำๆเดิมเป็นแน่

สำหรับผมผมมองว่าการคอมเมนต์กลุ่มสุดท้ายนี้เป็นการคอมเมนต์ที่เป็นประโยชน์ต่องานเขียนค่อนข้างมาก เพราะว่า มันจะช่วยพัฒนา Argument ของผู้เขียนให้แหลมคมยิ่งๆขึ้นไป คอมเมนต์กลุ่มนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้เขียนคาดหวังมากที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้เขียนเองว่า จะเขียนได้ชัดเจนและตอบโจทย์ของตัวเองได้ดีขนาดไหน ในส่วนของคนคอมเมนต์เอง ผมคิดว่าต้องรู้ตัวสักหน่อยว่าเรามีความเชี่ยวชาญในเรื่องอะไร เพื่อจะได้เลือกถูกว่าเราควรจะคอมเมนต์บทความนี้หรือไม่ ถ้าเราเลือกคอมเมนต์บทความที่เรามีความรู้อยู่บ้างและเราสนใจ มันก็จะเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเราและผู้เขียนเองด้วย

ข้อคิดเห็นเชิงเปรียบเทียบและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการอุดมศึกษาไทย: ประสบการณ์ตรงจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย ประเทศสหราชอาณาจักร

ชล บุนนาค
บทนำ

ในวันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม จะมีงาน ไลเด้นเสวนาที่สถานทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ จัดโดยสมาคมนักเรียนไทยในประเทศเนเธอร์แลนด์ (TSAN) งานนี้เป็นงานที่จัดมาได้อย่างน้อยสองปีแล้ว นี่เป็นครั้งที่ 6 กิจกรรมนี้เห็นพี่ๆเล่าให้ฟังว่า มีความมุ่งหมายที่จะสร้างชุมชนวิชาการผ่านการเสวนาเรื่องราวที่น่าสนใจ และหวังว่าผู้เข้าร่วมเสวนาจะมีความเป็นพลเมืองที่ active มากขึ้น มีความตระหนักรู้ต่อสังคมการเมืองในประเทศมากขึ้น และมีจบไปจะได้มีสำนึกอยากทำสิ่งดีๆให้กับประเทศชาติ

สำหรับครั้งนี้ การเสวนาเป็นหัวข้อเกี่ยวกับ “อุดมศึกษา” โดยจะมีการเปรียบเทียบการศึกษาไทยกับเนเธอร์แลนด์ โดยเพื่อนพี่น้อง สามรุ่นด้วยกัน ทั้งแต่ ปริญญาเอก โท และตรี นอกจากนี้ยังมีการส่งแบบสอบถามเวียนตามอีเมล์ทัง้เพื่อให้เขียนบทความเข้าร่วมกิจกรรม และเป็นข้อมูลให้กับเจ้ากรมอุดมศึกษาที่จะเดินทางมาที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ในเดือนพฤศจิกายนนี้ด้วย

ในการนี้เนื่องจากผมเคยไปเรียนที่อังกฤษมาหนึ่งปี ก็พอจะเห็นภาพความแตกต่างระดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยในอังกฤษ และมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ถ้าให้เจาะจงกว่านั้นก็คือ อย่างน้อยที่ มหาวิทยาลัย อีสต์แองเกลีย และมหาวิทยาลัยอีราสมุส รอตเตอร์ดัม และแน่นอน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อย่างไรก็ดี ผมยังสัมผัสอีราสมุสไม่นาน (หนึ่งเดือน) จึงคิดว่าไม่ควรที่จะรีบตัดสินอะไรมากนัก และจะขอจำกัดการวิเคราะห์เปรียบเทียบเพียงสองมหาวิทยาลัย คือ อีสต์แองเกลียและธรรมศาสตร์เท่านั้น

ผมคิดว่า การได้เห็นภาพของสองมหาวิทยาลัย ทั้งในอังกฤษ และไทย มาเปรียบเทียบกันและทำให้เห็นภาพอะไรบางอย่าง น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเสวนานี้ไม่มากก็น้อย แม้ว่า ปัจจุบันธรรมศาสตร์รังสิตอาจจะ เปลีียนแปลงไปมากก็ตาม

ในข้อเขียนต่อไปนี้ ผมแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ประเด็นแรก คือ เรื่องเป้าหมายของการศึกษา ประเด็นที่สอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Space ประเด็นที่สาม เป็นประเด็นว่าด้วยระบบฐานข้อมูลงานวิชาการภาษาไทย ผมหยิบยกสามประเด็นนี้ขึ้นมาเพราะเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญในการพัฒนาการเรียนการสอนและงานวิชาการของไทย อย่างไรก็ดี ยังมีอีกหลายประเด็นที่ควรให้สำคัญในงานอุดมศึกษา แต่เพื่อมิให้งานเขียนนี้ยาวเกินไปจึงหยิบยกมาเพียงสามประเด็นนี้เท่านั้น ประเด็นสุดท้าย เป็นบทสรุปและข้อเสนอเชิงนโยบาย Continue reading