ปัญหาคลื่นถล่มภาคใต้ – การกัดเซาะของชายฝั่ง: ว่าด้วยปัญหาและการแก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 24-25 ธันวาคมที่ผ่านมามีปรากฎการณ์คลื่นลมแรงพัดเข้าใส่ชายฝั่งภาคตะวันออกของประเทศไทย กระทบ 7 จังหวัด คือจังหวัดชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา จันทบุรี และปัตตานี (http://www.komchadluek.net/detail/20111227/118843/) ปภ.สรุปความเสียหายคลื่นยักษ์ถล่ม7จ.ภาคใต้.html คลื่นดังกล่าวมีความสูง 3-5 เมตร แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ในบางพื้นที่รายงานว่ารุนแรงที่สุดใน 50 ปี (อ.หลังสวน จ.ชุมพร, http://www.dailynews.co.th/thailand/4666) ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพของประชาชนและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆตลอดแนวชายฝั่ง ข่าวรายงานว่า สาเหตุนั้นเกิดจากลมมรสุมกำลังแรงพัดเข้ามาทางภาคใต้ฝั่งตะวันออก ทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่พัดเข้าหาชายฝั่ง

แม้ว่าคลื่นยักษ์จะเพิ่งมีให้เห็นเด่นชัดตอนนี้ แต่ว่าปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกนั้นมีมานานแล้ว ซึ่งก็คือปัญหาชายฝั่งถูกกัดเซาะของชายฝั่ง ที่เกิดขึ้นจากทั้งปัจจัยในธรรมชาติ คือ คลื่นลม ร่วมกับผลจากการกระทำของมนุษย์เราที่ทำลายแนวปะการัง (ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการประมงและเรื่องคุณภาพน้ำ) และป่าชายเลน (จากการใช้พื้นที่สำหรับอุตสาหกรรมและนากุ้ง) ที่จะช่วยลดแรงของคลื่นที่จะซัดเข้าหาฝั่ง

คุณประสาท มีแต้ม เคยเขียนบทความลงในผู้จัดการเมื่อเดือนมิถุนายน 2554 ไถ่ถามถึงพรรคการเมืองว่าพรรคใดบ้างจะมีนโยบายแก้ปัญหานี้ พร้อมทั้งชี้ให้เป็นประเด็นว่า การสร้างโครงสร้างถาวรขึ้นบริเวณชายฝั่งแบบไม่ดูธรรมชาติของการไหลของน้ำนั้น สร้างปัญหาการกัดเซาะอย่างยิ่ง ซึ่งคุณประสาทชี้ประเด็นว่า รัฐบาลและผู้รับผิดชอบไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้เพื่อผลานงบเล่นกันแน่ (http://www.manager.co.th/daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000068519) ตรงนี้ก็คงแสดงความเห็นกันได้ยากนะครับ แต่อย่างน้อยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ และข่าวต่างๆก็ทำให้เห็นว่า ไม่น่าจะมีความใส่ใจจริงจังในการแก้ปัญหานี้ตั้งแต่ต้นสักเท่าไหร่ Continue reading

ผมรักในหลวง เพราะในหลวงสอนให้ผมรักธรรมะและประชาชน

ผมเคารพรักและชื่นชมพระเจ้าอยู่หัวเพราะพระเจ้าอยู่หัวทำสิ่งต่างๆมากมายเพื่อประชาชนด้วยพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นโดยไม่ทรงเลือกที่รักมักที่ชัง ท่านทรงพยายามอย่างถึงที่สุดในช่วงห้าหกปีให้หลังเพื่อให้ประชาธิปไตยของไทยดำเนินไปได้ด้วยตนเองด้วยการเน้นย้ำให้ภาคส่วนต่างๆในบ้านเมืองทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะศาลยุติธรรม ให้ทุกๆคนตัดสินใจทำสิ่งต่างๆด้วยปัญญา ด้วยคุณธรรม ด้วยความพอเพียง

king8-2011-12-5-18-372.jpg

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ไม่เลือกที่รักมักที่ชังประชาชนของพระองค์ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มใดศาสนาใดก็ตาม ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม คนต่างศาสนาอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ผมจำไม่ได้แม้สักครั้งที่ได้ยินว่าท่านมีพระราชดำรัสหรือพระราชปรารภใดๆที่แสดงถึงการเลือกที่รักมักที่ชังเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีเพียงการชี้ให้เห็น ให้เข้าใจหลักการ เข้าใจเหตุผลว่า ถ้าทำสิ่งนี้จะเกิดสิ่งนี้ ถ้าทำสิ่งนี้จะเกิดสิ่งนี้ ฉะนั้นเราควรเลือกทำเหตุปัจจัยที่ดีเพื่อให้ได้ผลที่ดี และผลที่ว่านี้ก็มีเพียงเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยามโดยแท้จริง Continue reading

อยู่กับตัวเองบ้าง: บอกทั้งตัวเองและประเทศไทย

วันนี้เป็นวันแรกๆในรอบหลายๆเดือนที่ผมได้อยู่กับตัวเองและมานั่งพิจารณาเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการตัวผมเอง เช่น การใช้เงิน และงานการอื่นๆ

เคยได้ยินมานานแล้วว่า คนเราควรมีช่วงเวลาในหนึ่งวันเพื่ออยู่กับตัวเองบ้าง แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเมื่อก่อนผมเข้าใจว่าอะไร

มาวันนี้ผมเข้าใจมากขึ้นว่า ตัวเราเองก็มีเรื่องต้องจัดการหลายเรื่องให้เป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินชีวิตของเราเป็นไปอย่างมี “สติ” คือ รู้ถึงสภาวะปัจจุบัน ในทางธรรม เราอาจจะใช้ลมหายใจเป็นฐานของสติให้เราพิจารณาความเป็นไปของร่างกายของเราได้ แต่ในทางโลกที่ “เรา” นั้นมีอะไรติดสอยห้อยตามมามากมาย เช่น ทรัพย์สิน เงินทอง หน้าที่การงาน ภาระ ฯลฯ มันจำเป็นต้องมีเครื่องมืออื่นๆมาช่วยให้เรารู้ถึงสภาวะปัจจุบันของสิ่งเหล่าน้ีด้วยเช่นกัน Continue reading

คำพูด

ช่วงสองสามเดือนมานี่มีคนอ้างอิงถึงคำพูดที่ผมเคยพูดกับพวกเขามานานแล้ว และบังเอิญได้ไปเปลี่ยนแปลงมุมมองหรือติดอยู่ในใจพวกเขาในแบบที่ผมเองก็จำได้เลือนลางเต็มทนว่าพูดตอนไหน

เมื่อประมาณเดือนก่อนตอนน้ำท่วมกรุงเทพฯใหม่ๆ และนักการเมืองเค้าทะเลาะกัน มีน้องคนหนึ่งเป็นน้องสมัยชุมนุมลูกเสือโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โพสต์ใน status ของเขาในทำนองว่าว่า ผมเคยบอกเค้าว่า

“เวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้น มันไม่ใช่เวลาที่จะมาหาว่าใครทำผิด แต่ทุกคนต้องมาช่วยกันหาสาเหตุและแก้ปัญหานั้น”

เมื่อสองสามวันก่อนเพื่อนอีกคนหนึ่งก็โพสต์ใน status เกี่ยวกับเรื่องพวกเว็บหมิ่นในหลวง เหมือนว่าเราคุยกันเกี่ยวกับการประเมินโครงการพระราชดำริ แล้วจริงๆที่ไม่สำเร็จมันก็เยอะ ที่สำเร็จก็มีไม่น้อย แล้วผมได้พูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับวิธีคิดของ โธมัส อัลวา เอดิสัน ผู้ที่คิดค้นหลอดไฟได้เป็นคนแรก

ผมจำได้ว่าผมเล่าให้เขาฟังว่า

“เอดิสันต้องทดสอบหลอดไฟกว่าพันหลอดจนกว่าจะค้นพบไส้หลอดที่ใช้ได้จริงและเป็นจุดเริ่มของหลอดไฟในปัจจุบัน มีเรื่องเล่าว่ามีคนถามเขาว่า ทดลองล้มเหลวเป็นพันครั้งไม่ท้อแท้หรือ เอดิสันบอกว่า หลอดไฟที่ทดลองไม่สำเร็จไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็น “การค้นพบ” ทางที่ไม่ควรจะเดินไปต่างหาก”

ผมจำไม่ได้แล้วว่าไปอ่านมาจากไหน แต่ก็คิดเช่นกันว่ามันเป็น quote ที่ให้แรงบันดาลใจไม่น้อย กับคนที่อยากจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่โลก ทำให้เราไม่ย่อท้อแม้จะทำไม่สำเร็จในครั้งนี้ก็ตาม คล้ายๆกับ Quote ในโฆษณาเหล้าสมัยก่อน ว่า “คนเราไม่มีคำว่าล้มเหลว มีแต่ล้มเลิก” อะไรประมาณนี้

ที่เล่าเรื่องนี้ข้ึนมาเพราะว่า มันทำให้ผมตระหนักยิ่งๆขึ้นไปว่า คำพูดของคนเรามันมีพลังและผลกระทบในแบบที่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า มันจะไปทางไหน ฉะนั้น เราควรจะระวังคำพูดให้มาก พูดแต่สิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ อะไรที่ไร้สาระไม่เป็นประโยชน์ก็ยั้งๆเอาไว้บ้างก็ดี อะไรที่ทิ่มแทง เชือดเฉือนใจคน โกหก หรือยุแยงก็ควรจะเว้นๆเอาไว้

เพราะวันหนึ่งคำพูดเหล่านี้จะย้อนกลับมาหาเรา … ถ้าเรามักพูดเตือนสติคนอื่นเสมอๆ วันหนึ่งเมื่อเราต้องการคนเตือนสติ คนเหล่านี้เองก็จะย้ำเตือนและบอกกับเราในสิ่งที่เราเคยบอกเค้ามาก่อน

Reflection จาก Rise of the Planet of the Apes

วันนี้เพิ่งกลับจากดูภาพยนตร์เรื่อง Rise of the Planet of the Apes ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาคก่อนที่เล่าที่มาที่ไปของภาพยนตร์เรื่อง The Planet of the Apes ที่สร้างครั้งแรกในปี 1968 และปี 2001

ตัวผมเองยังไม่เคยได้ชม the Planet of the Apes แบบเต็มๆซักที แต่พอจะทราบคร่าวๆว่าเป็นเรื่องราวของมนุษย์ในยุคปัจจุบันคนนึงที่ด้วยเหตุอะไรซักอย่างหลุดเข้าไปในโลกอนาคตและพบว่าโลกของเราถูกปกครองโดยเหล่ามนุษย์วานรแทน และมนุษย์ (Homo Sapien Sapiens) ต้องไปหลับอาศัยอยู่ในป่าแทน และเรื่องราวก็เป็นไปในแนวการปลดแอกให้กับมนุษย์กลุ่มนั้น มีเรื่องราวรักใคร่ระหว่างมนุษย์วานรสาวกับมนุษย์ตัวเอกตามสไตล์ภาพยนตร์ทำนองนี้

ส่วนเรื่อง Rise of the Planet of the Apes นั้น เป็นเรื่องราวในยุคปัจจุบัน ที่มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งทำวิจัยหายาเพื่อรักษาโรค Alzeimer ซึ่งพ่อของเขาประสบอยู่ โดยทำการทดลองกับลิงชิมแปนซี แต่ผลของการวิจัยของเขานั้นดำเนินไปในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด แต่เรื่องราวจะเป็นอย่างไรคงจะต้องไปตามดูกันเอง ถ้าเล่าไปอาจจะ Spoil คนที่ยังไม่ได้ดูได้ (หรือว่าจริงๆดูกันหมดแล้ว :P )

Reflection หนึ่งประการที่เกิดจากการชมภาพยนตร์เรื่องนี้ คือมันถูกสร้างจากมุมมองต่อโลกแบบหนึ่งอย่างชัดเจน คือ มุมมองที่ให้ความสำคัญกับตัวตนในปัจจุบัน ชาติปัจจุบันอย่างยิ่ง ซึ่งก็น่าจะเป้นมุมมองของคนทั่วไปในยุคนี้ ที่บางส่วนอาจจะเชื่อว่า เราเกิดมาครั้งเดียวตายครั้งเดียว เช่นเดียวกันกับคนที่เรารัก หากคนที่เรารักเป็นทุกข์ เราต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้เขาหายทุกข์ แม้ว่าจะเป้นการเบียดเบียนสัตว์อื่น หากคนรักของเราจะตาย เราจะต้องพยายามยื้อเอาไว้ทุกวิถีทาง

ในทางกลับกันหากเป็นมุมมองของคนที่มีความเชื่อแบบพราหมณ์ ฮินดู หรือพุทธ ก็ตาม (ดังที่ตัวเอกอีกตัวในเรื่องอาจจะนับถือศาสนาเหล่านั้น สะท้อนจากมุมมองของเธอ) เราอาจจะมองเรื่องนี้ต่างไป เราอาจจะมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นความเสื่อมของสังขารที่ทุกคนจะต้องประสบ ความป่วยไข้ ไม่สบายกาย เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ความตาย การพลัดจากสิ่งที่รักเป็นเรื่องธรรมดา เราอาจจะทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง กับคนที่เรารักได้ และถ้าเราเชื่อในเรื่องกรรม หากเรารู้ว่าคนท่ีเรารักทำความดีมาตลอดเราอาจจะไม่ห่วงนักหากจะต้องเสียเขาไป แน่นอนว่าเรื่องนี้ทำใจไม่ได้ง่ายๆ แต่กับการพยายามก้าวข้ามไปเปลี่ยนแรงผลักดันของธรรมชาติอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นกับคนท่ีมีความเชื่อเหล่านี้

ในทางหนึ่ง มุมมองต่อโลกแบบแรกเป็นสิ่งที่ทำให้โลกหมุนไปในทางที่มันเป็นอยู่ ทำให้เรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ในโลกได้นานขึ้นและไม่เสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บได้ง่ายนัก ซึ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์นั้นพัฒนาได้จากการอิงอาศัยการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอื่นๆที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเอาชนะข้อจำกัดหรือขยายศักยภาพของมนุษย์ น่าสงสัยว่ามุมมองแบบหลังจะทำให้โลกหมุนไปในแบบที่มันเป็นตอนนี้หรือไม่

มุมมองแบบหลังอาจทำให้คนส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยเข้าใจแก่นแท้ของศาสนาปล่อยชีวิตให้ลอยไปตามกระแส แต่ก็ย่อมต้องมีผู้ที่เข้าใจในหลักธรรมเช่น กฎแห่งกรรม ไม่น้อยพอที่จะเข้าใจว่า การกระทำของเราวันนี้เป้นตัวกำหนดอนาคต ความพยายามทำเหตุปัจจัยให้ดีให้เหมาะสมในปัจจุบันก็เป็นเหตุแห่งผลดีในอนาคตได้ ฉะนั้น ผมคิดว่ามุมมองแบบหลังก็อาจจะทำให้เรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อการทำให้เรามีชีวิตที่ดี มีสุขภาพที่ดี แต่รูปแบบอาจจะต่างไป ในขณะเดียวกัน ผมค่อนข้างเชื่อว่า คนที่มีมุมมองแบบหลังจะไม่ไปไกลขนาดที่จะเข้าไปเปลี่ยนกลไกธรรมชาติที่กำหนดมาแล้วผ่านยีนส์ “หากเรายังไม่เข้าใจผลที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างรอบด้านมากพอ”

…แต่การที่เราจะเข้าใจผลที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งหมดจะเป็นไปได้อย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่ตอบยาก และในขณะที่ผู้คนกำลังตายลงทุกๆวัน เราจะต้องเข้าใจผลดังกล่าวมากขนาดไหน ซึ่งผมคิดว่ายากที่เราจะเข้าใจผลกระทบเหล่านั้น นี่อาจจะเป็น Hard decision ที่เกิดขึ้นในวงเทคโนโลยีการแพทย์เป็นปกติก็เป็นได้ …

อะไรจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจสำหรับทางเลือกในวันนี้ ?

ทางที่เป็นไปได้คือ หากเราจะก้าวข้ามไปถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เราควรจะทำการทดสอบเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อให้เข้าใจผลกระทบที่เป็นไปได้ทั้งหมด เท่าที่ความรู้เราพึงมี ชั่งน้ำหนักในช่วงเวลานี้ ว่าหากนำไปใช้แล้วจะเป็นประโยชน์เพียงใด มีการควบคุมการใช้และติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เราเข้าใจผลของมันมากขึ้น ต้องมีการบอกแก่ผู้บริโภคหรือผู้รับบริการใดๆก็ตามที่เกี่ยวข้องถึงความเสี่ยงพร้อมคนเหล่านั้นควรจะให้สิทธิ์แก่คณะแพทย์ในการติดตามผลกระทบ

จะว่าไปนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ควรทำกับความคิดใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ ทุกๆควมคิดก็ได้ มีการติดตามประเมินทางด้านเทคนิคและด้านสังคม

อย่างไรก็ดี ผมคิดว่า ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ (และผู้สร้างภาพยนตร์อย่างเรื่อง I Am Legend หรือ Resident Evil) อาจจะมองในทางตรงข้ามว่า จริงๆ ธรรมชาติก็ชนะเราได้วันยังค่ำและเราไม่มีทางที่จะต้านพลังธรรมชาติได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วในภาพยนตร์เหล่านี้ ความพยายามในการช่วยชีวิตของมนุษย์นั่นเองที่เป็นต้นเหตุแห่งทำลายมนุษยชาติ

ผู้รอบรู้ กับผู้สร้างความรู้: ยิ่งเรียนสูงยิ่งรู้แคบจริงหรือ?

มีคนเคยบอกว่าผมว่า เราไม่สามารถรู้ทุกศาสตร์ ทุกวิชาได้หรอก

จริงอยู่ที่ เราคงไม่มีเวลาและกำลังมากพอที่จะไปรู้ทุกๆเรื่องในโลก แต่ภายในเวลาอันจำกัด ผมคิดว่าเรามีความสามารถในการเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้มากมาย หากเรามีความสามารถเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับคอนเซปและภาษาของวิชานั้นๆ หรือวิชานั้นๆมีวิธีการสื่อสารที่เราสามารถเข้าใจได้ เช่น คนที่มีพื้นฐานรู้โน๊ตดนตรี ก็สามารถเข้าใจทำนองเพลงได้ และถ้าเรียนรู้วิธีสร้างเสียงของเครื่องดนตรีชนิดต่างๆได้ก็จะสามารถเล่นเครื่องดนตรีนั้นได้อย่างรวดเร็ว คนที่พอจะเข้าใจภาษาคณิตศาสตร์ อย่างแคลคูลัส หรือค่าทางสถิติ ก็ย่อมจะสามารถเข้าใจงานวิจัยทั้งสายสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ใช้ภาษาเหล่านี้ได้ง่าย หรือคนที่อ่านกราฟออกก็ย่อมจะสามารถเข้าใจเศรษฐศาสตร์ขั้นพื้นฐานได้ไม่ยาก คนที่เรียนสายวิทยาศาสตร์ตอนม.ปลาย เข้าใจฟิสิกส์เบื้องต้น ก็สามารถต่อยอดไปเข้าใจฟิสิกส์ที่ซับซ้อนกว่านั้นได้ อาจจะใช้กำลังมากหน่อย

ความรู้พื้นฐานที่เราเรียนตอนมัธยมหากเราตั้งใจเรียนและจำได้ใช้บ่อย ก็จะสามารถเป็นฐานให้เราเข้าใจเรื่องราวต่างๆในโลกได้มาก หรือแม้ไม่ได้เรียนมา หากขวนขวายหาความรู้พื้นฐานเหล่านี้ก็ย่อมทำให้เราเข้าใจองค์ความรู้ต่างๆได้ไม่ยาก ยิ่งปัจจุบันอินเตอร์เน็ตทำให้โลกเราเล็กลง Google ทำให้เราเข้าถึงความรู้ที่มีอยู่ในอินเตอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น การเป็นผู้รอบรู้เป็นสิ่งที่เป็นได้ไม่อยากหากเราอยากจะเป็น

สุดท้ายเป้นเรื่องว่า เราจะ “แบ่ง” เวลาที่มีให้กับมันหรือเปล่าเท่านั้นเอง

แต่การเป็นผู้สร้างความรู้นั้นเป็นอีกเรื่อง การเรียนระดับปริญญาโท/เอก เป็นการเรียนเพื่อให้มีความรู้ในด้านที่เฉพาะเจาะจงเพื่อเป็นฐานให้เรามีทักษะในการใช้เครื่องมือในการทำวิจัยหา/สร้างความรู้ในสาขานั้นๆได้ ฉะนั้นคนเรียนปริญญาโทและเอก จะมีความรู้ที่ลึกลงไปเรื่อยๆ ไปอยู่ที่ประเด็นที่เขากำลังวิจัยอยู่เท่านั้น เปรียบเหมือนเรากำลังพยายามปลูกต้นไม้หนึ่งต้น การลงมือปลูกจริงนั้นการที่รู้ว่าต้นไม้ประเภทนี้เหมาะกับดินประเภทไหน ดินฟ้าอากาศประเภทไหนนั้น ยังไม่เพียงพอ เขาต้องมีกำลังที่จะใช้เครื่องมือเกษตร รู้วิธีจับวิธีใช้ที่ถูกต้อง มันจะมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆ ปัญหายิบย่อยๆเกิดขึ้นระหว่างที่เขากำลังขุดดิน ณ พื้นที่นี้ในฤดูนี้ของปี เช่นเดียวกัน ในการทำวิจัยระดับปริญญาโทหรือเอกมันมีลักษณะคล้ายกัน คือ มันไม่ใช่แค่เนื้อหาทางทฤษฎีเท่านั้น หรือข้อสรุปจากงานวิจัยต่างๆที่เขาควรจะรู้ แต่เค้าต้องรู้เครื่องมือ และใช้เป็น เมื่อเจอปัญหากับเครื่องมือเค้าจะใช้อย่างไร ผลได้มาจะทำอย่างไรกับมัน

นั่นเป็นเหตุให้ในหลายโอกาส เวลาเราคุยกับนักศึกษาปริญญาโทหรือเอก สมมติว่า เป็นนักศึกษาปริญญาเอกด้านสิ่งแวดล้อม ทุกคนคงไม่สามารถตอบคำถามเรื่อง Global warming ได้ทุกคน แต่เค้าจะพูดได้เยอะเชียว เกี่ยวกับประเด็นที่เขากำลังศึกษาวิจัยอยู่ วิธีที่เค้าใช้ในการพิสูจน์หรือค้นหาความรู้นั้น เรื่องสิ่งแวดล้อมยังดูหน้าสนใจ ถ้าเป็นกรณีของวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อนของผมคนหนึ่งศึกษาการส่งผ่านแคลเซียมในไตข้างขวาของเอนไซม์ตัวที่..@#$%^&* มัน specific ขนาดนั้น

คนเลยมากพูดว่า ยิ่งเรียนสูงยิ่งโง่ หรือยิ่งมีความรู้แคบ …​

อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าความรอบรู้กับระดับการเรียนสูงไม่จำเป็นต้องแปรผกผันกัน คือ ไม่จำเป็นว่า ต้องเรียนสูงแล้วความรู้จะแคบลงเสมอไป มันขึ้นอยู่กับว่า นักศึกษาปริญญาเอกคนนั้นได้ “แบ่ง” เวลาแสวงหาความรู้อื่นๆนอกเหนือจากประเด็นวิจัยของเขาหรือไม่ หากเขาสามารถแบ่งเวลาได้ให้กับการแสวงหาความรู้อื่นๆ เขายอ่มสามารถเป็น “ผู้รอบรู้” ไปพร้อมๆกับการเป็น “ผู้สร้างความรู้” ได้

แต่ในทางปฏิบัติจะเป็นไปได้แค่ไหนอันนี้ ขึ้นอยู่กับว่าคนๆนั้นจะมีวินัยในตนเอง ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ และแบ่งเวลามาเพื่อการแสวงหาความรู้ได้มากขนาดไหน

เนื่องในวันแห่งความรัก

ผมอาจจะไม่ใช่คนดีที่สุดที่จะพูดเรื่องความรัก แต่เชื่อว่าประสบการณ์และสิ่งที่ทำผิดพลาดที่ผ่านมาน่าจะพอเป็นประโยชน์กับผู้คนได้บ้าง และเมื่อนำประสบการณ์นั้นเป็นตรวจสอบด้วยหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าเคยสอนไว้ ก็ทำให้เห็นชัดขึ้นมากว่าหลักธรรมเหล่านั้นยังสามารถประยุกต์ใช้ได้ในปัจจุบัน

คำว่าหลักธรรมในที่นี้ไม่ใช่ว่าเป็นหลักทางจริยธรรมที่บอกอะไรควรไม่ควร แต่เป็นหลักธรรมดา เป็นหลักการ หรือทฤษฎี ที่อธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ ว่าเมื่อมีปัจจัยนี้ จึงมีสิ่งนี้เกิดขึ้น ถ้าปัจจัยนี้หายไป สิ่งนี้ก็ย่อมหายไปด้วย ในเรื่องความรัก มีหลักคิดที่ผมได้อ่านได้ฟังมาจากหนังสือธรรมะหลายเล่มที่เป็นประโยชน์ในเรื่องความรักและผมอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง 3 ประการครับ

§ ประการแรก คนเรามาพบรักกัน เป็นคู่รักกัน เพราะทำบุญมาร่วมกัน …

        คำว่าทำบุญมาร่วมกันหมายถึงได้ทำกิจกรรมที่ทำให้ใจเป็นสุขร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำดีให้แก่กัน บริการกัน หรือร่วมกันทำความดีให้แก่คนอื่น บำเพ็ญประโยชน์ หรือกระทั่งไปทำบุญร่วมกัน หลายคนอาจจะคิดไปถึงกรรมในอดีตที่นำพาคนสองคนมาพบกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ในชีวิตนี้ ในปัจจุบันนี้คู่รักดำเนินชีวิตคู่ไปอย่างปกติสุขได้ คือ “กรรมในปัจจุบัน” คือ ความดีที่ทำให้กัน ในปัจจุบัน กรรมเก่าแค่พาเรามาพบกันเท่านั้น

        ในทางตรงข้าม หากเราทำไม่ดีต่อกัน เบียดเบียนกัน ทำให้กันและกันช้ำใจ หรือพูดง่ายๆคือ ทำบาปใส่กัน มันจะเกิดแรงผลักให้ออกจากกัน หากแม้มี bond ที่เหนียวแน่น ก็จะเกิดไฟโทสะ ร้อนรนในจิตใจให้ประหัตประหารกันด้วยคำพูด และการกระทำ จนกระทั่งต้องเลิกรากันไป หรือแม้รักกันแค่ไหน เมื่อทำบาปที่หนักใส่กัน ก็จะเสมือนมีกำแพงกระจกใสมากั้นไว้ระหว่างกัน ไม่สามารถเข้าถึงกันได้ ถ้าเขาถึงก็จะยังรู้สึกถูกผลักออกด้วยความรู้สึกผิด

        ฉะนั้นเมื่อเรามีความรัก หรือแม้เป็นเพื่อนกันก็ตาม ก็พยายามมุ่งให้อีกฝ่ายนึงได้รับความสุขความสบายใจ ถ้าเขาทุกข์ก็ช่วยปลอบประโลม ทำเวลาที่อยู่ด้วยกันให้มีความสุขที่สุด อย่าเสียเวลาไปกับการแง่งอนทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็จะทำให้ความรักของเรายืนยาว แม้วันนึงจะจากกันก็จะจากกันด้วยดี ที่ว่ามาทั้งหมดในข้อนี้นี่พิสูจน์ด้วยตนเองมาแล้วในทุกกรณี

§ ประการที่สอง คนที่ใช่ ต้องมาถูกเวลา
        
        เราอาจจะเจอบางคนที่เราต้องตาต้องใจด้วย เกิดความรู้สึกสนิทสนมผูกพันอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน เรื่องนี้อาจจะอธิบายได้ว่าอาจมีกรรมเก่าผูกพัน พระท่านว่าเป็นคู่กัน แต่จะเป็นคู่บุญหรือคู่เวรก็ดูกันตรงที่ว่า มาเพื่อเบียดเบียนกันหรือมาเพื่อเกื้อกูลกันนี่เอง ถ้ามาเพื่อเบียดเบียนก็เป็นคู่เวร ถ้ามาเพื่อเกื้อกูลก็เป็นคู่บุญ

        คู่บุญ จะมาถุกเวลา ถูกเวลาคือ เป็นเวลาที่เหมาะสม เวลาที่เราพร้อมจะมีใคร ไม่ใช่เวลาที่เราไม่พร้อม หรือเวลาที่เรามีคู่อยู่แล้ว ผมรู้ว่าในหลายๆๆครั้งมันจะเกิดความรู้สึกต้องใจอย่างมหาศาล แม้เวลาที่เรามีคู่อยู่แล้วก็ตาม รู้สึกเหมือนผูกพันกันมานานแสนนานแบบข้ามพบข้ามชาติ แต่จากที่ผมประสบเองหลายต่อหลายครั้งพบว่า มันเป็นแค่ตัวลวงให้เราเบียดเบียนคู่ของเราเท่านั้น ถ้าเริ่มเป็นคู่กันด้วยการเบียดเบียนคนอื่นละก็ มีแนวโน้มจะเป็นคู่เวรมากๆ คือ แม้คบแรกๆก็ดูมีความสุขดี แต่นานๆไปจะเริ่มหงุดหงิดกัน เหมือนมีไฟร้อนเผาใจ เหมือนมีม่านดำๆมาบังตาเอาไว้ และท้ายที่สุดก็ต้องทะเลาะเบาะแว้งหรือจบกันไปอยู่ดี

§ ประการที่สาม คนเราจะรักกันราบรื่นต้องมีความเสมอกัน

        ที่ว่าเสมอกัน เสมอในเรื่องใดบ้าง

  1. ศีล         - ความศีลนี้มีความหมายกว้างกว่าศีล 5 ศีล 8 นัก แต่ก็ศีลในลักษณะนั้นไว้ด้วย … ศีลที่ว่านี้คือ ความเป็นปกติของชีวิต ชีวิตในแต่ละวันก็จะมีกิจวัตรหนึ่งๆ คนที่มีกิจวัตรใกล้เคียงกัน ย่อมมีโอกาสเจอกันและทำสิ่งดีๆให้กันมาก การที่วัยรุ่นโทรไปหากัน นัดเจอกันบ่อยๆก็เป็นความพยายามสร้างกิจวัตรให้สอดคล้องกัน มีโอกาสทำให้ใจของกันและกันเบิกบาน นอกจากนี้ในแง่ของศีล 5 เองก็เป็นตัวชี้วัดได้เช่นกัน ถ้าคนหนึ่งชอบกินเหล้า อีกคนหนึ่งไม่ชอบเลย ก็ย่อมมีความขัดแย้งกันได้ง่าย คนนึงชอบปกปิด คนนึงชอบเปิดเผยพูดตรงๆ ก็ขัดแย้งกันง่าย คนนึงพูดอ่อนหวาน อีกคนชอบส่อเสียด ก็อยู่กันยาก คนนึงเมตตาสัตว์ อีกคนนึงชอบทำร้ายสัตว์​ก็คงไม่ได้อยู่ด้วยกันหรืออยู่ด้วยกันแบบไม่ขัดแย้งกันเป็นแน่
  2. จาคะ – จาคะแปลว่าการให้ การเสียสละ การเสียสละของแต่ละฝ่ายให้กันและกันควรจะใกล้เคียงหรือเสมอกันด้วย หากฝ่ายหนึ่งให้มากกว่าอีกฝ่าย ฝ่ายที่ให้อาจรู้สึกถูกเอาเปรียบและเหมือนทุ่มเทให้ฝ่ายเดียว อีกฝ่ายอาจรู้สึกต่ำต้อยไม่คู่ควรก็เป็นได้ ย่อมไมทำให้เกิดความสบายใจเป็นแน่ นอกจากนี้ นิสัยการเสียสละให้คนอื่นก็ควรจะเสมอกันด้วยเช่นกัน เช่นคนนึงชอบบำเพ็ญประโยชน์ช่วยคน อีกคนเป็นคนตระหนี่ ก็อยู่ด้วยกันลำบาก
  3. ศรัทธา – ศรัทธาในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงความศรัทธาในศาสนา ว่าต้องเป็นศาสนานี้ๆๆๆ แต่หมายความกว้างกว่านั้น คือมุมมองต่อโลก ความเชื่อและบรรทัดฐานที่ยึดถือว่า สิ่งนี้ดี สิ่งนี้ไม่ดี สิ่งนี้ควรทำไม่ควรทำ และหมายถึง ความเชื่อในศาสนาด้วย ความเชื่อทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมด้วย ในส่วนนี้คงไม่ต้องขยายความมากเพราะหมู่คนไทยคงจะประสบพบเจอกับตัวเองไม่มากก็น้อยในช่วงที่บ้านเรามีปัญหาเล่นกีฬาสีกัน
  4. ปัญญา – ปัญญาอันนี้ตรงตัวคือ มีระดับสติปัญญาในทางโลกมากน้อยขนาดไหน จะสังเกตว่าเวลาคนที่สติปัญญาเสมอกันมักจะคุยกันรู้เรื่องดี แต่คนที่ไม่เสมอคุยยังไงก็ไม่รู้เรื่อง อันนี้ค่อนข้างชัด อาจจะเป็นด่านแรกที่ทำให้ถูกใจหรือเมินหนีกันเลยทีเดียว อีกประการคือ ระดับสติปัญญาในทางธรรม คือมีความเข้าใจโลกมากน้อยขนาดไหน สามารถจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ปัญหาในการงานหรือส่วนบุคคลได้มากขนาดไหน ถ้ามีความเท่ากันเสมอกัน หรือเกื้อกูลกันได้ก้จะเป็นเรื่องดีมากๆ

        
        อย่างไรก็ดี แม้ในทางพระพุทธศาสนาจะได้แนะนำสิ่งเหล่านี้เอาไว้ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว แม้กระทั่งคู่บุญที่สมบูรณ์แบบและมีความสุขที่สุดก็เป็นกับดักแห่งทุกข์ที่โหดร้ายที่สุดเช่นกัน ถ้าเราไม่เตรียมตัวให้ดี คนเราจะทุกข์มากเมื่อเสียสิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจที่เรายึดเอาไว้ วันนึงคนใดคนหนึ่งต้องตายลง ถ้าเรายึดกันไว้แน่น เมื่อวันนั้นมาถึงคนที่ยังอยู่คงตรอมใจเป็นแน่ สิ่งที่ควรทำคือหม่ันเตรียมที่จะปล่อยเอาไว้ด้วย ให้รู้ว่ามันเป็นธรรมดาที่เราต้องจากกัน ไม่ช้าก็เร็ว สิ่งที่ควรทำคือ ทำสิ่งดีให้กัน เมตตาต่อกัน ในขณะเดียวกันก็หมั่นตระหนักรู้ว่าวันนึงก็ต้องจากกัน อย่าได้คิดว่าเราจะอยู่ด้วยกันไปตลอดกาล พรุ่งนี้ใครคนหนึ่งอาจจากไปแบบไม่มีวันกลับ

ขอให้ทุกคนมีศีล สมาธิ ปัญญาถึงพร้อมเนื่องในวันมาฆบูชาและวันวาเลนไทน์ครับ :)

Social Sanction: ข้อดี ข้อเสีย และข้อเสนอแนะ

Social Sanction เป็นกระแสในสังคมไทยในปัจจุบัน ทุกครั้งที่เกิดเรื่องสะเทือนใจอะไรก็แล้วแต่ จะเริ่มมีการสร้าง page ใน facebook ประเภท Social Sanction เอาไว้ประนาม ประจาน ล่าแม่มด คอยติดตามไปก่นด่าทุกที่ไป ทำให้อับอายกันทั่วทั้งโคตรเหง้า และตอนนี้กระแสนี้ก็กระจายไปตาม social network ต่างๆ เช่น ในเครือข่ายของ BlackBerry เป็นต้น

Social Sanction เป็นปรากฎการณ์ที่ผมคิดว่าเกิดขึ้นจากสภาวะทางสังคม ที่คนในสังคมเชื่อว่า บ้านเมืองไม่มีความยุติธรรม กลไกของรัฐของบ้านเมืองไม่ทำงาน คนทำผิดจะสามารถหลุดจากความผิดไปได้ โดยใช้ตำแหน่ง อำนาจ นามสกุล และสถานะทางการเงินและสังคมอื่นๆ คนจึงคิดจะใช้กลไกทางสังคมในการบังคับใช้ให้เกิดความยุติธรรมแทน

แต่ทำไมเราถึงคิดว่า กลไก Social sanction มีประสิทธิภาพมากกว่า ?

ในแง่ของประสิทธิภาพในการลงโทษ ผมคิดว่ามันมีประสิทธิภาพมาก เพราะว่า บทลงโทษมันกระจายตัวลงไปสู่ระดับรากหญ้า และถูกทำให้เป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง และผลกระทบไม่ได้ตกแก่ตัวคนนั้นเท่านั้น ครอบครัวโคตรเหง้าอะไรโดนหมด หากมีไก่โดนเชือดด้วยกระบวนการนี้ให้ดูแล้ว ย่อมจะทำให้คนที่จะทำอะไรก็ตามที่จะเสี่ยงกับการถูก social sanction ต้องคิดให้มากๆเลยทีเดียว

แต่ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นข้อดีประการเดียว และไม่พอที่จะถ่วงน้ำหนักกับข้อเสียของมันได้

ข้อเสียของกลไก social sanction ในความคิดของผมมีดังนี้

1. กลไก Social sanction ไม่มีกระบวนการพิสูจน์ความจริงที่เป็นที่ยอมรับ ส่วนใหญ่อยู่บนฐานของข่าวลือ และความเชื่อ และกระบวนการตัดสินของ Social Sanction เริ่มตั้งแต่ข่าวลือออกมาแล้ว โดยไม่ได้มีการพิสูจน์ใดๆ หรือถ้ามีก็จะเป็นเพียงการอนุมานเอาจากหลักฐานที่กระจัดกระจาย

ประเด็นตรงนี้คือ เราจะรู้ได้ยังไงว่า คนที่ถูก Social sanction น้ันผิดจริง ??!!?? และในเมื่อความเสียหายอันเกิดจากการ Social Sanction เกิดตั้งแต่ข่าวลือเริ่มออกแล้ว ใครจะเป็นคนชดเชยความเสียหายจากกระบวนการ Social Sanction ???

นี่คือความยุติธรรมงั้นหรือ ? …​ ในแง่นี้ Social sanction เป็นเพียงชื่อหรูๆของอีกคำ คือ “ศาลเตี้ย” ที่ใช้ “กฎหมู่” เท่านั้น

2. เมื่อกลไก Social sanction เกิดขึ้นโดยไม่มีกระบวนการพิสูจน์ที่ชัดเจน และอยู่บนฐานของข่าวลือและความเชื่อแล้ว มันก็สามารถกลายเป็นเครื่องมือในการทำลายใครก็ได้ทั้งนั้น ที่คนมาฆ่านักศึกษาตอน 6 ตุลา 2519 ก็เพราะข่าวลือและความคล่ังชาติมิใช่หรือ ? กระบวนการ Social sanction ก็แทบจะไม่ต่างกัน เพียงแต่ “ยัง” ไม่รุ่นแรงและมีโอกาสพัฒนาไปได้อีก โอกาสที่คนบริสุทธิ์จะตกเป็นเหยื่อจากกระบวนการนี้ก็มีอีกมาก

3. กระบวนการ Social Sanction แบบนี้จะยับย้ังการพัฒนาประเทศ – ทั้งนี้เพราะ Social Sanction มีโอกาสที่จะหยุดการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างได้มาก เพราะจะทำให้คนต้องคิดแล้วคิดอีก ก่อนที่จะแสดงความเห็น เพราะหนึ่ง ความเห็นอาจจะต่างจากคนหมู่มาก และอาจเสี่ยงต่อการถูก Social sanction ได้หากความเห็นนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน สอง อาจถูกผู้เสียประโยชน์ หรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ใส่ข่าวลือสร้างกระแสทำลายล้างให้เสียชื่อเสียงและส่งผลกระทบต่อคนใกล้ตัวได้ และ สาม ไม่มีกฎหมายคุ้มครองตรงจุดน้ี หรือถ้ามีก็มีต้นทุนที่สูงเกินไป …​สุดท้ายเลือกที่จะเงียบไม่พูดอะไรดีกว่า

4. กระบวนการ Social Sanction แบบนี้ ทำให้คนผิด หมดโอกาสกลับตัวกลับใจ กลายเป็นตราบาปทางสังคมไปโดยปริยาย ไม่ว่าเขาจะผิดจริงหรือไม่ ถ้าคนหมดโอกาสกลับตัวแล้วเขาจะไปทางไหน

ข้อเสียของกระบวนการ Social Sanction แบบที่เป็นอยู่อาจจะมีมากกว่านี้ แต่ผมคิดว่า 4 ประการนี้เป็นสิ่งสำคัญ

ผมคิดว่า ถ้าจะมีกระบวนการทางสังคม ท่ีจะทำหน้าที่บังคับให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปตามที่ควรจะเป็นนั้น มันควรจะเป็นขบวนการประชาชนที่คอยตรวจสอบและกดดัน ระบบการบังคับใช้กฎหมาย มากกว่าที่จะเป็นการตัดสินและลงโทษคน(ที่คิดว่า)ผิดด้วยตัวเอง

ขบวนการลักษณะนี้ควรจะมีผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมายมาให้ความรู้ว่า ตามกฎหมายแล้วเป็นอย่างนี้ ถ้าเหตุเกิดลักษณะนี้ กรณีที่เคยเกิดๆมา น่าจะมีโทษลักษณะอย่างนี้ๆ เป็นต้น และก็ทำหน้าที่เรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเคร่งครัด และเสมอหน้ากันมากกว่า ขบวนการควรจะผลักดันให้มีการสอบสวนสืบสวนที่ถูกต้องตามกระบวนการพิสูจน์พยานหลักฐานตามหลักกฎหมาย มากกว่าที่จะแพร่กระจายข่าวลือ และจริงๆควรจะทำการระงับข่าวลือมากกว่า และสนับสนุน/กดดันให้สื่อ

กรณีแพรวา(อุบัติเหตุรถตู้ 8 ศพ) เป็นภาพสะท้อนของปรากฎการณ์ทั้งสอง ทั้งกรณีแรกคือ แพรวาโดนกระแสต่อต้านอย่างมาก มี page แสดงความไม่พอใจ ในอีกทางนึงกระบวนการกดดันสื่อและตำรวจก็เกิดขึ้นเช่นกัน ทำให้สื่อและกระบวนการยุติธรรมดูจะดำเนินไปในทางที่ควรจะเป็นมากขึ้น ผมคิดว่าหากมีแค่กระบวนการอันหลังอย่างเดียว น่าจะส่งผลดีต่อสังคมโดยรวมและผู้ต้องหามากกว่า ให้ทุกคนถูกคุ้มครองโดยกฎหมายอย่างเสมอหน้ากัน ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหายหรือผู้ต้องหาก็ตาม

Grappige dagen !!

Grappige dagen เป็นคำภาษาดัชต์ อ่านว่า ฆราปปึฆเฆอะ ดาฆเฆอะ แปลว่า วันตลกๆ หลายๆวัน :P

วันนี้เป็นวันที่วันตลกๆในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาของผมจบลง

เมื่อสัปดาห์ก่อน ก่อนแมตช์ชิงแชมป์ฟุตบอลโลก ผมไปดูคอนเสิร์ต North Sea Jazz festival หัวไปโขกกับ LCD TV อย่างแรงได้แผลเลือดออกมาหนึ่งแผล เป็นรอยบากบนหน้าผาก หลังจากนั้น บุคลิกภาพของผมก็แปรปรวนไปตลอดสัปดาห์ อ่อนไหว ก้าวร้าว ฯลฯ จนวันศุกร์ได้สวดมนต์บทพุทธคุณ-พาหุง-มหากา เต็มรูปแบบ จึงนิ่งมากขึ้นและก็เปลี่ยนไปอีกคน ปกติมักจะไปสายตอนเล่นดนตรี ก็ไปตั้งแต่บ่ายสาม (เล่นทุ่มนึง) เหตุผลคือ เพื่อไปเตรียมตัว ซึ่งก็ได้เตรียมจริงๆนะ นอกจาากนี้ตลอดสัปดาห์ก็มีความประหลาดเกิดขึ้นอื่นๆบ้าง เช่น เพลงที่เลือกเล่นเป็นเพลงแนวร๊อค อัลเทอร์เนทีฟ แทนที่จะเป็นเพลงสบายๆแบบที่เคยเล่น …​

นั่นเป็นสัปดาห์ตลกๆ … ช่วงพีคของมันเริ่มที่วันเสาร์ Continue reading