Grappige dagen !!

Grappige dagen เป็นคำภาษาดัชต์ อ่านว่า ฆราปปึฆเฆอะ ดาฆเฆอะ แปลว่า วันตลกๆ หลายๆวัน :P

วันนี้เป็นวันที่วันตลกๆในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาของผมจบลง

เมื่อสัปดาห์ก่อน ก่อนแมตช์ชิงแชมป์ฟุตบอลโลก ผมไปดูคอนเสิร์ต North Sea Jazz festival หัวไปโขกกับ LCD TV อย่างแรงได้แผลเลือดออกมาหนึ่งแผล เป็นรอยบากบนหน้าผาก หลังจากนั้น บุคลิกภาพของผมก็แปรปรวนไปตลอดสัปดาห์ อ่อนไหว ก้าวร้าว ฯลฯ จนวันศุกร์ได้สวดมนต์บทพุทธคุณ-พาหุง-มหากา เต็มรูปแบบ จึงนิ่งมากขึ้นและก็เปลี่ยนไปอีกคน ปกติมักจะไปสายตอนเล่นดนตรี ก็ไปตั้งแต่บ่ายสาม (เล่นทุ่มนึง) เหตุผลคือ เพื่อไปเตรียมตัว ซึ่งก็ได้เตรียมจริงๆนะ นอกจาากนี้ตลอดสัปดาห์ก็มีความประหลาดเกิดขึ้นอื่นๆบ้าง เช่น เพลงที่เลือกเล่นเป็นเพลงแนวร๊อค อัลเทอร์เนทีฟ แทนที่จะเป็นเพลงสบายๆแบบที่เคยเล่น …​

นั่นเป็นสัปดาห์ตลกๆ … ช่วงพีคของมันเริ่มที่วันเสาร์ Continue reading

Lesson Learned – ดนตรีที่สองพี่น้อง (1)

ตอนนี้อยู่ที่ร้านสองพี่น้อง เพิ่งแสดงการแสดงครั้งแรกหลังจากฟุตบอลโลก 2010 ไป คนเยอะมากๆ มีแฟนเพลงชาวต่างชาติมาทานข้าวและฟังเพลงประมาณ 2-3 โต๊ะ แต่มีคนที่จู่ๆก็เดินเข้ามาที่เป็นคนดัชต์ และไม่ดัชต์ก็เยอะเหมือนกัน เล่นอัดไปสองชม.เต็มไม่ขาดไม่เกิน

จริงๆเขียนอันนี้เพื่อที่จะได้เป็น Lesson Learn ของการแสดงในคร้งต่อๆไป

        - สำหรับพื้นที่ปิดประมาณ 80 ตร.ม. หลังคาไม่สูงมาก ประมาณ 3 เมตร ปรับเสียง master ไว้ที่ -30 db ปรับไมค์และกีต้าร์ไว้ที่ 0 db วันนี้ได้เสียงกำลังดีทีเดียว ไม่เบาเกินไป และก็ไม่ดังจนรบกวนให้แขกหนวกหู ขนาดแขกที่หูไม่่ค่อยดีและบ่นเรื่องเสียงดังก็ยังไม่บ่นและชมว่าเพลงวันนี้ดีจังเลยด้วย

        - วันนี้เข้าช่วง ชม.แรกครึ่งแรกทำได้ดีทีเดียว เลือกเพลงที่ทุกคนรู้จัก ความเร็วระดับกลาง –> เพลงช้าโศกซึ้ง –> กลับมาเพลงสดใสนิดหนึ่ง (better together, I’m yours เป็นต้น)–> เพลงที่โชว์พลังเสียงหรือกีต้าร์ อย่าง She , Your song, Desperado เป็นต้น) –> กลับมาเพลงแนว swing อย่าง fly me to the moon, และ L.O.V.E. …
        
        - แต่ว่ารู้สึกพลาดที่เล่น Bossanova จริงๆไปสองเพลง … (Girl From Impanema, Corcovado) เงียบเลย และจากนั้นก็ดึงเข้าช่วงเพลงเร็วร่าเริง รู้สึกจะดึงเข้าช่วงเร็วเร็วไปเลยหมดเพลงเล่นตอนท้ายๆ

ถ้าเกิดมีการแบ่งเพลงให้ละเอียดขึ้นเป็นประเภท เราอาจจะรู้ได้มากขึ้นว่าต้องเพิ่มเพลงใน category ไหนอย่างไร

บทสนทนาบางตอน: ทำไมเราถึงควรทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด (โดยเฉพาะการเรียน) ในสถานการณ์การเมืองแบบนี้

ได้คุยกับน้องคนนึง เกี่ยวกับผลของการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองเป็นแบบนี้ครับ เห็นว่าเป็นประโยชน์จึงนำมาแบ่งปันกัน

————–

Siriluck Songsri says:
and my work is still not done.. sometimes i think what does it matter what i’m doing anyway..comparing to other issues.. – -” but it’s not right to think this way..my responsibility right now is to educate myself jing jing

01:19 AM Chol says:
indeed indeed..
unless u really see the benefit of leaving your duty… stick to it.
what we’re doing matters one way or another, now or in the future… nothing is waste.
but it is surely not good if we don’t do what we have to do now.
!!
so, the bad consequence is realized immediately if we abandon our post… whereas it is only possibility, very low one, if we stick to our duty…
good consequence is realized immediately, in the form of psychological rewards or grades, when we finish what we have to do.
whereas it is only a possibility that good thing would happen if we leave our post.
btw, mastering ourselves is always good na… coz when we have a good intention we can use the skills that we master and perform it best.

ปัญหา O-Net

แม้ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นที่ร้อนที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องการเมืองไทย อย่างไรก็ดีมีอยู่ปัญหาหนึ่งซึ่งเกิดก่อนหน้านั้น และเป็นประเด็นร้อนเช่นกัน ก็คือ เรื่องข้อสอบ O-Net ที่เด็กๆม. 6 เพิ่งจะสอบกันไป ถ้ามองผิวเผินอาจจะรู้สึกว่าเรื่องนี้ตกเทรนด์ไปแล้วสำหรับช่วงนี้ อย่างไรก็ดี เรื่องการศึกษายังคงเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นรากฐานของชาติ และอาจจะเป็นหนึ่งในรากเหง้าของปัญหาการเมืองในปัจจุบันอีกด้วย จึงเห็นว่าควรจะเขียนเรื่องนี้สักหน่อย

หลังจากฟังหลายๆรายการ พบว่า ข้อสอบที่มีปัญหา และเห็นพูดกันอยู่แค่ส่วนเดียวคือ ส่วนข้อสอบวิชาสุขศึกษา/พละศึกษา/ศิลปศึกษา และการงานอาชีพ ที่มีจำนวน 16 ข้อ ซึ่งในแทบจะทุกรายการจะมีการยกข้อสอบในส่วนดังกล่าวออกมาเล่าสู่กันฟัง รวมถึงบางรายการมีการลองทำกันให้เห็นจริงๆ และจากเท่าที่เห็นนั้น วิชาในส่วนสุขศึกษากับพละศึกษาดูจะมีปัญหามากที่สุด (โดยเฉพาะคำถามเรื่องเพศศึกษา และทักษะการกีฬา)

ตัวผมที่ได้ดูเต็มๆและมานั่งคิดพิจารณาก็คือรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ที่ได้สัมภาษณ์ ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน หัวหน้าสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ อันเป็นสถาบันที่รับผิดชอบการออกข้อสอบ O-Net และได้สัมภาษณ์เด็กๆที่เข้าสอบจำนวน 50 คน ในรายการได้นำความเห็นจากเด็กๆมาถามอาจารย์ รวมถึงนำความรู้สึกหลายๆอย่างที่เด็กๆนำเสนอมาแสดงให้อาจารย์ทราบและถามว่าอาจารย์จะทำอย่างไร

จากการได้ฟังคำถามหลายๆคำถามผมคิดว่า คำถามมีความคลุมเครืออยูในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นระดับที่ผมคิดว่าทำให้งงและคิดกันหลายตลบได้ทีเดียว ในบางคำถาม อย่างไรก็ดี มันก็ยังอยู่ในวิสัยที่จะใช้เหตุผลในการตอบข้อสอบได้แม้มันจะทิ้งความรู้สึกไม่แน่ใจเอาไว้เบื้องหลังบ้างนอกจากนั้นข้อสอบหลายข้อยังไม่มีความรัดกุม ซึ่งตรงจุดนั้นผมเองก็เห็นด้วย แต่ก็เข้าใจได้ว่าด้วยวิสัยของข้อสอบปรนัยอาจจะไม่สามารถให้รายละเอียดได้มากนัก หรือครอบคลุมอุดรูรั่วจินตนาการอันบรรเจิดของเด็กๆไปได้ อย่างไรเสีย ข้อสอบก็น่จาะสามารถคาดเดาความเป้นไปได้ที่เด็กๆจะคิดและอุดรอยรั่วเหล่านั้นไว้ได้บ้าง ส่วนข้อปัญหาเรื่องความชัดเจนของตัวเลือกนั้น เท่าที่มีโอกาสเห็นผมก็คิดว่ามันก็สามารถทำให้ชัดกว่านี้ได้

สิ่งที่ผมสงสัยมากๆคือ ทำไมข้อสอบในส่วนดังกล่าว ที่ดูเหมือนจะมีปัญหามาก (มีข้อที่มีปัญหามากจริงๆแบบที่ถูกยกขึ้นมารวมประมาณ 10 กว่าข้อ ) ถึงถูกยกขึ้นมาบ่อยครั้ง และหลายครั้งถูกทำให้เหมือนกับว่า ข้อสอบ O-Net ทั้งหมดทุกส่วนทุกวิชามีลักษณะเป็นอย่างนั้น หรือว่าทั้งหมดทุกข้อจะมีลักษณะอย่างนั้นผมไม่อาจทราบได้ แต่มันก็ดูไม่สมเหตุสมผล หากมีเพียงส่วนนี้ที่มีปัญหาแล้วเด็กๆจะมาคร่ำครวญบอกว่าจะทำให้หมดอนาคตหรือสอบไม่ได้เลย หากเด็กๆสามารถทำข้อสอบส่วนอื่นได้ ข้อสอบส่วนนี้ที่อาจจะไม่แน่ใจว่าจะทำถูกหรือเปล่าก็ไม่นาจะเป็นปัญหาถึงเพียงนั้น

ในส่วนนี้ผมคิดว่า สื่อทำให้ O-Net ดูมีปัญหาเกินจริง แน่นอนว่า มันไม่ควรจะพลาด แต่เพราะเป็นปีแรก การพลาดก็น่าจะพอเข้าใจได้อยู่ แต่ว่า มันเป็นเพียงส่วนย่อยๆจากข้อสอบทั้งหมด มันไม่ควรจะถูกตีความหรือขยายความว่าจะส่งผลต่ออนาคตของเด็กหรือการศึกษาไทยมากขนาดที่สื่อกำลังกระพือกระแส

อย่างไรก็ดี ส่วนนี้สะท้อนหลายอย่างในระบบการศึกษาไทยของเรา ผมขอยกมาอย่างน้อย 2 ประการที่ผมคิดว่าสำคัญ คือ 1) ทางเลือกทางการศึกษาที่มีคุณภาพนั้นมีอยู่น้อย 2) ปัญหาเรื่องการสอนให้เด็กคิดเป็น

ประการแรกคือ มันสะท้อนว่า ทางเลือกทางการศึกษาของเรานั้นน้อยเหลือเกิน จริงอยู่โดยหลักการแล้วอาจจะมีมากกว่า 1 คือ มหาวิทยาลัย , ประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) , สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และการเรียนต่อต่างประเทศฯลฯ (ถ้ามี) แต่ว่า เอาเข้าจริงๆมันกลายเป็นว่า ทางเลือกคุณภาพดี (สิ่งแวดล้อมดี และหวังในเชิงรายได้และอนาคตทางการงานได้) และคนทั่วไปพอจะจ่ายได้ มีอยู่เพียงทางเดียวคือ มหาวิทยาลัย ทางเลือกอื่นๆ ถ้าไม่สามารถจ่ายได้ (เรียนต่างประเทศ)​ก็คุณภาพด้อยกว่าไปเลย (ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพการศึกษา และอนาคตในทางการงาน – อย่างน้ยอในมุมมองของผู้คน) กระทั่งในหมู่มหาวิทยาลัยก็ยังถูกบีบแคบลงไปด้วยค่านิยมในสังคมไทย

ผมยังสงสัยว่า ถ้าทางเลือกทางการศึกษาในระดับที่สาม (Tertiary education) มีมากกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ O-Net จะมีความสำคัญขนาดกำหนดอนาคตของเยาวชนไทย การศึกษาไทยและอนาคตของชาติได้ขนาดนี้หรือ

ประการที่สองคือ ทำให้เห็นว่า การคิดวิเคราะห์ของเด็กไทย ซึ่งเป็นปัญหามานานนับสิบปี บ่นตั้งแต่ก่อนผมเข้ามหาวิทยาลัยจนตอนนี้จะเรียนปริญญาเอกแล้วก็ ยังแก้ไขไม่ได้เสียที เด็กทุกคน ตั้งแต่รุ่นผมก็บอกว่า ต้องสอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์แยกแยะให้เป็น มารุ่นนี้ก็ยังปัญหาเดิมๆ และผมรู้สึกว่าเรามีความเชื่อว่า เราจะสามารถให้เด็กคิดอย่างนั้นได้ หาก ข้อสอบมีลักษณะเป็นแบบนั้น คือ ข้อสอบจะเหนี่ยวนำให้เด็กคิดได้เอง ซึ่งจริงๆผมคิดว่ามันไม่ค่อยถูกหรือมีประสิทธิภาพเท่าไรนัก เพราะท้ายที่สุด สอบเสร็จเค้าก็ลืมไปอยู่ดี เพราะมันจะกลายเป็นว่าความคิดของเขาถูกพัฒนามาเพื่อให้ทำข้อสอบได้ มันอาจจะเหลืออยู่ในความทรงจำ หรือเป็นทักษะทางความคิดเล็กน้อย แต่ผมก็สงสัยว่า เขาจะเอามาใช้ต่อได้ขนาดไหน

มันควรจะมีการสอนวิชา “วิธีการคิด” อย่างจริงจังได้แล้ว เรื่องนี้นาย Edword DeBono ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเจ้าพ่อในด้านกระบวนการคิดของโลก เขียนหนังสือไว้หลายเล่มเช่น Six Thinking Hat, Lateral Thinking เป็นต้น ได้พยายามผลักดันมาตลอด 20 กว่าปี ผมได้อ่านหนังสือของเขาหลายเล่ม ได้มีโอกาสเข้าร่วมการฝึกอบรมในแนวๆนี้ และก็ตระหนักกับตัวเองว่า เมื่อเราได้วิธีคิด (คือรู้ว่าควรจะให้ความสนใจกับอะไรเมื่อคิดแต่ละเรื่อง ควรจะตั้งคำถามอย่างไร ฯลฯ) การทำงานการเรียน และการใช้ชีวิตมันเปลี่ยนไปเลย เพราะเราคิดได้ คิดเป็น จริงๆอาจจะไม่ต้องไปถึงการคิดเชิงระบบ หรือการคิดสร้างสรรค์ก็ได้ การคิดวิเคราะห์ หรือ การให้ความเห็นแบบมีเหตุมีผลเนี่ย เอาให้มันชัด เอาให้มันได้ มันมีวิธีคิดของมันอยู่ ที่ควรจะต้องบอกกล่าว และให้นักเรียนได้ฝึกกันทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียน จากที่อ่านหนังสือของ DeBono ผมเข้าใจว่าในหลายประเทศ ได้มีการบรรจุไว้เป็นหลักสูตรด้วย

อย่างไรก็ดี ในส่วนของปัญหาการสอบ O-Net ที่เกิดขึ้นนั้น ผมคิดว่า ควรจะมีคณะกรรมการเพิ่มเติมมาช่วยในการปรับปรุงข้อสอบให้มีคุณภาพมากขึ้น ตัวผมเห็นว่าเด็กๆควรจะมีส่วนร่วมในการปรับปรุงในแง่ของการส่ง feed back จากการสอบกลับมาให้ทางสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ และทางคณะกรรมการ ซึ่งควรจะมีความรู้ในแง่การออกข้อสอบ และตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้ามาร่วมในกรรมการเพื่อทำให้ข้อสอบมีความสอดคล้องกับหลักสูตรมากที่สุด

ข้อสำคัญของการปรับปรุงนี้ นักเรียนและผู้ปกครองควรจะต้องตระหนักว่า มันจะไม่ใช่การปรับปรุงเพื่อทำให้นักเรียนทำข้อสอบได้มากขึ้น แต่เป็นการปรับปรุงให้ข้อสอบมีความสามารถในการวัดผลในแบบที่สอดรับกับจุดประสงค์ของการจัดสอบให้ได้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นธรรมกับนักเรียนจากทั่วทุกโรงเรียนในประเทศ

New iPad with Some Reflection of Myself

Today Apple’s new gadget has been released in the Apple annual conference. This gadget is called iPad. You can find all information about it easily only by typing ‘iPad’ in Google or go to www.apple.com.

However, I have something short to say.

After I saw the gadget, an idea popped up in my head. This is a perfect information/data consuming device. You can browse web with Safari, reach your contacts and emails, now even read books through new app called iBook, which cooperates with other 5 big publishing companies and more magazines publishers.

But what are we doing now? Are we just consuming these information and data provided by iPad and other ‘i’ families? or just by your PC? Continue reading

Chol in Rome 2

วันก่อน (24 ธันวาคม) ผมเดินตามถนน Ottaviano ในกรุงโรม จากสถานีรถไฟใต้ดิน Ottaviano ไปยังกรุงวาติกัน เพื่อไปยังวิหารเซนต์ปีเตอร์ ถนนเส้นนี้นำพาผมมายังด้านข้างของลานหน้าวิหารเซนต์ปีเตอร์ ครั้งแรกที่ชายตาไปยังวิหาร สิ่งแรกที่คิดก็คือ ทำไมวิหารถึงไม่ใหญ่อย่างที่คิดเลยหนอ​ ?? วิหารดูเล็กมากเมื่อมองจากลานด้านหน้า แม้จะเดินไปใกล้ๆก็ยังดูเล็ก ไม่ใหญ่เหมือนที่คาดหวัง หลังจากที่เดินอยู่สักพัก ดูการแสดงในลานเกี่ยวกับการประสูติของพระเยซู การแสดงของเด็กๆชาวอิตาเลียน และวงโยธวาทิต ของกรุงวาติกัน ผมกับฝ้ายจึงเดินออกมาทางถนนด้านหน้ากรุงวาติกัน ที่ถ้ามองเข้าไปจะเห็นวิหารเซนต์ปีเตอร์
        เราเดินหันหลังให้วิหารซักพัก จนเห็นรถทีวีตั้งกล้องหันไปทางวิหารเซนต์ปีเตอร์ ผมมองกลับไปถึงกับตะลึง วิหารเซนต์ปีเตอร์ใหญ่มากๆ และยิ่งเดินออกห่างมากขึ้นเรื่อยๆก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆอย่างหน้าตกใจ ยิ่งอยู่ห่างไปอีกจะยิ่งทึ่งถึงความอลังการของตัววิหารและกรุงวาติกัน
        ความใหญ่หรือไม่ใหญ่ของวิหารเซนต์ปีเตอร์มันอยู่ที่มุมที่เรามองจริงๆ และองค์ประกอบรอบๆตัววิหารจากแต่ละมุมที่เรากำลังมองอยู่ ไม่ต่างอะไรกับมุมมองเวลาที่เรามองคนอื่นๆ การที่เราจะมองว่าใครเก่ง ยิ่งใหญ่ สำคัญ เก่งกาจ ตัวเล็ก ไร้เดียงสา งี่เง่า หรืออะไรก็แล้วแต่มันขึ้นกับว่าเราเข้าไปหาเขาแบบไหน จากด้านไหน สิ่งที่เราเห็น และความรู้สึกที่เรามีต่อคนๆหนึ่งตอนนี้ อาจจะเป็นแค่ฉากตรงหน้าที่บังความยิ่งใหญ่เก่งกาจเบื้องหลัง หรือความบกพร่องที่เกินให้อภัยเอาไว้ก็ได้
        การตัดสินใครในครั้งแรกที่พบเจออาจจะทำให้เราพลาดมุมมองที่น่าสนใจของคนคนนั้นไปก็ได้ ลองมองคนคนหนึ่งจากหลายๆมุม หลายๆบทบาท น่าจะทำให้เราเห็นคนนั้นได้ชัดเจนมากขึ้น และชื่นชมกับความเห็นเขาได้มากขึ้นอีกโขเลย

Chol in Rome 1

        ผมเชื่อมาตลอดว่า ถ้าเราทำอะไรกับใครเราจะได้อย่างนั้น ตามกฎแห่งกรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ค้นพบและสอนเอาไว้ การได้รับผลแห่งกรรมของเราอาจจะเป็นโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ได้ และผมคิดว่า การเดินทางไปในที่ใหม่ๆก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะเป็นสิ่งยืนยันกฎนี้

        ขณะเขียนนี้ผมอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่ซึ่งเป็นที่กล่าวขานในหมู่นักเรียนไทยว่าเป็นที่ที่อันตราย และไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย หลายคนโดนขโมยของ หลายคนได้รับการบริการที่แย่มาก (อย่างน้อยก็ในมุมมองของเขา) อย่างไรก็ดี คนเหล่านั้นที่ผมรู้จักนั้นก็มักจะลักไก่ ไม่จ่ายเงินในโอกาสอื่นๆ ที่สามารถทำได้อยู่เสมอ เช่น เวลาขึ้นรถราง หรือบางคนหนักข้อถึงขนาดมีการสลับเปลี่ยนป้ายราคาสินค้าในร้าน ก็มี ผมคิดว่า การที่เขาเผชิญเคราะห์กรรมเหล่านั้นก็อาจจะยุติธรรมแล้วก็ได้ ในขณะเดียวกัน เพื่อนนักเรียนไทยที่ผมรู้ว่าเขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริต แม้มีโอกาสโกงได้ก็ไม่เคยโกงเลยแม้สักครั้ง เขาก็ไม่เคยประสบเคราะห์กรรมเหมือนหมู่เพื่อนที่กล่าวมาแล้ว

        ในการมาโรมครั้งนี้ ผมก็คิดว่าผมไม่น่าจะเจออะไรเพราะว่าผมเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมอย่างมาก และไม่เคยคิดจะโกง เพราะรู้ว่ายังไงเราก็ต้องจ่ายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และก็เชื่อว่า ตอนอยู่เมืองไทย เราได้เคยช่วยเหลือชาวต่างชาติ เมตตา บริการผู้คนซึ่งหลงทาง ฯลฯ ไว้ก็ไม่น้อย จึงคิดว่ามาโรมไม่น่าจะลำบากมากนัก และก็เป็นความจริง ผมได้รับความเมตตาจากผู้คนในอิตาลีมากมาย คนอิตาเลียนที่ผมพบเจอนั้นเป็นมิตร และมีเมตตากับผมมาก จนปัจจุบันยังไม่เห็นวี่แววของมิจฉาชีพ หรือมีความรู้สึกอันตรายใดๆเลย และรู้สึกปลอดภัยอย่างมาก
        
        ยิ่งนับวันยิ่งมั่นใจว่า เราทำอะไรนั้นย่อมได้สิ่งนั้นกลับมาจริงๆ…

Dinner with the Ambassador ตอนที่ 1

ช่วงหลังนี้ผมได้มีโอกาสได้ไปซ้อมดนตรีที่ทำเนียบท่านวีระชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮกบ่อยครั้ง เนื่องจากท่านเป็นคนที่ชอบเล่นดนตรีอย่างมาก เมื่อคราวที่ท่านประจำอยู่ที่กระทรวงต่างประเทศท่านก็ได้ตั้งวงดนตรีไว้เล่นกัน พอท่านมาประจำอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ท่านก็ตั้งวงที่นี่อีก พอดีว่าผมเป็นที่รู้จักแถวนี้ว่าเล่นกีต้าร์ร้องเพลงได้ ท่านจึงได้ชวนมาเล่นด้วยกัน

หลังจากซ้อมดนตรีเสร็จ ท่านก็จะชวนทุกๆคนรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน และในโต๊ะอาหารนั้นเองที่บทสนทนาที่ทำให้ผมได้เรียนรู้หลายๆสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น ผมจึงอยากจะแบ่งปันสิ่งที่พอจะสามารถแบ่งปันได้กับเพื่อนๆบ้าง เพราะผมเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผมนำเสนอมีความผิดพลาด ผมขอรับผิดชอบต่อผลนั้นไว้เพียงผู้เดียว เพราะอาจจะเป็นความเข้าใจของผมเองที่ผิดพลาดไป Continue reading