ความเห็นต่อมติกรรมการบริหาร มธ. กรณีไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่เคลื่อนไหวกรณีมาตรา 112

อ.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้โพสต์ใน status ของอาจารย์รายงานผลการประชุมกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า

ที่ประชุมกรรมการบริหารมหาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งประกอบด้วยคณบดี ผู้อำนวยการสำนักสถาบันมีมติเอกฉันท์ว่ามหาลัยคณะสำนักสถาบันจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่มหาลัยเพื่อเคลื่อนไหวกรณีมาตรา 112 อีกต่อไป เพราะมหาลัยเป็นสถานที่ราชการ การอนุญาตต่อไปอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนีนการของมหาลัยหรือมหาลัยเห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบริเวณมหาลัย จนมหาลัยไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินของมหาลัยได้”

ผมขอบันทึกความคิดเห็นของผมที่โพสต์ตอบใน status ของ แบบที่ edit แล้วไว้ในบล๊อกนี้เพื่อแสดงความคิดเห็นอีกทางหนึ่งครับ

“ไม่เห็นด้วยครับ

การแสดงความคิดเห็นที่มีเหตุมีผลและมีพื้นฐานมาจากความรู้/หลักวิชาการนั้น แม้สังคมเห็นว่าผิด หรือรัฐไม่สนับสนุน มหาวิทยาลัยก็ยังควรจะเป็นพื้นที่เปิดให้ความคิดเห็นเหล่านี้ได้ถูกนำเสนอและถกเถียงอย่างมีเหตุมีผล ไม่ใช่ปิดพื้นที่นี้อีก

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับอาจารย์กิตติศักดิ์ และแนวคำพิพากษาของรัฐธรรมนูญเยอรมันที่อาจารย์ได้เขียนไว้ในบทความนี้ครับ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1327760753

“การโต้แย้ง ตำหนิ กล่าวร้าย ประณาม ยกยอ โฆษณาชวนเชื่อ ล้วนเป็นการแสดงความคิดเห็น ซึ่งแม้เราไม่เห็นด้วยเลย หรืออยากคัดค้านเต็มที่ เราก็มีหน้าที่ช่วยคุ้มครองรักษาเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนี้ไว้ แต่ต้องตระหนักด้วยว่าเสรีภาพชนิดนี้ย่อมมีได้เพียงเท่าที่เป็นการจูงใจผู้อื่นเท่านั้น เมื่อใดที่การแสดงข้อความ หรือการแสดงความคิดเห็นเป็นไปในลักษณะข่มขู่ บังคับ ข่มขืนใจผู้อื่นไม่ว่าโดยทางกายภาพ หรือโดยทางจิตวิทยา การแสดงออกเช่นนั้นย่อมเป็นไปโดยไม่สงบ เป็นการประทุษร้ายต่อเสรีภาพของผู้อื่น และย่อมพ้นจากขอบเขตแห่งเสรีภาพตามความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ” (จากแนวคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญเยอรมัน – BVerfGE 7, 198, 15 Jan. 1958)

สิ่งที่มหาวิทยาลัยไม่ควรสนับสนุนคือ การแสดงความคิดเห็นในลักษณะข่มขู่ บังคับขืนใจผู้อื่นในทางกายภาพหรือจิตวิทยาครับ ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นที่เป็นเหตุเป็นผลบนพื้นฐานหลักวิชาอย่างนี้

หากจะมีความขัดแย้งรุนแรงเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยจะ “ต้อง” เป็นธุระในการประสานงานกับตำรวจหรือกระทั่งรัฐบาล หรือกระทั่งองค์กรระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นที่มุ่งประโยชน์ต่อสังคม (แต่ขัดใจเรา/และสังคมบางส่วน) ถ้าคนจะเข้าใจผิดก็เป็นธุระของมหาวิทยาลัยที่จะต้องประกาศชี้แจ้งจุดยืนและหลักการของมหาวิทยาลัยเช่นกัน

แม้ว่าทรัพย์สินและบุคคลเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องดูแล แต่มหาวิทยาลัยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ควรจะต้องเป็นป้อมปราการทางวิชาการมากกว่า คือ ใช้ความรู้ทางวิชาการในการพัฒนาสังคม ในขณะเดียวกันก็ควรจะต้องคุ้มครองการนำเสนอความคิดเห็นที่มีเหตุมีผลด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ว่าตัดสินใจดำเนินการตามการกดดันของสังคมอย่างนี้น่ะครับ

เรารู้กันดีอยู่ว่าการใช้กระแสสังคมกดดัน โดยไม่ใช้เหตุผลหรือกระทั่งฟังว่าคนอื่นพูดอะไรอยู่ไม่ทำให้สังคมพัฒนาไปทางไหนนอกจากกลายเป็นสังคมที่เก็บกดและไม่พัฒนา

โดยสรุปคือผมยอมรับการตัดสินใจ แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ และเห็นว่า ด้วยหลักคิดแบบนี้กรรมการบริหารชุดนี้ควรจะไปบริหารหน่วยงานราชการอื่นที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยมากกว่า”

ความคิดเห็นต่อบทความ “แก้ ไข ม.112 เท่ากับ ล้มเจ้า ใช่หรือเปล่า? (เส้นใต้บรรทัด)”

จากบทความของคุณจิตกร บุษบา “เส้นใต้บรรทัด” http://www.naewna.com/news.asp?ID=296997

ผมว่าเป็นบทความที่ให้ความรู้ผมหลายประการ และผมเห็นด้วยกับผู้เขียนในหลายประเด็นมากๆ แต่มีอยู่ 5 ข้อที่ผู้เขียนเสนอมาแล้วผมเห็นแตกต่างดังนี้ครับ  Continue reading

อยู่กับตัวเองบ้าง: บอกทั้งตัวเองและประเทศไทย

วันนี้เป็นวันแรกๆในรอบหลายๆเดือนที่ผมได้อยู่กับตัวเองและมานั่งพิจารณาเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการตัวผมเอง เช่น การใช้เงิน และงานการอื่นๆ

เคยได้ยินมานานแล้วว่า คนเราควรมีช่วงเวลาในหนึ่งวันเพื่ออยู่กับตัวเองบ้าง แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเมื่อก่อนผมเข้าใจว่าอะไร

มาวันนี้ผมเข้าใจมากขึ้นว่า ตัวเราเองก็มีเรื่องต้องจัดการหลายเรื่องให้เป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินชีวิตของเราเป็นไปอย่างมี “สติ” คือ รู้ถึงสภาวะปัจจุบัน ในทางธรรม เราอาจจะใช้ลมหายใจเป็นฐานของสติให้เราพิจารณาความเป็นไปของร่างกายของเราได้ แต่ในทางโลกที่ “เรา” นั้นมีอะไรติดสอยห้อยตามมามากมาย เช่น ทรัพย์สิน เงินทอง หน้าที่การงาน ภาระ ฯลฯ มันจำเป็นต้องมีเครื่องมืออื่นๆมาช่วยให้เรารู้ถึงสภาวะปัจจุบันของสิ่งเหล่าน้ีด้วยเช่นกัน Continue reading

มองโลกในแง่ดี: มติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก

วันนี้ที่เมืองไทยได้มีการลงมติการยืนญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก รมว.กระทรวงยุติธรรมและ ผู้อำนวยการ ศปภ. ผมได้ฟังสรุปของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ประกอบกับข้อมูลที่ตนเองได้ยินได้ฟังมาตลอดช่วงที่น้ำท่วม โดยเฉพาะปัญหาการดำเนินงานของ ศปภ.แล้วพบว่าผลการลงมตินั้นขัดกับสามัญสำนึกของผมอยู่พอสมควร

คุณอภิสิทธิ์ กล่าวสรุปว่า ฝ่ายค้านใช้เกณฑ์ เพียง 2 เกณฑ์ในการประเมิน พล.ต.อ.ประชา คือ 1. ปฏิบัติตามกฎหมายและมีมาตรฐานในการปฏิบัติตามกฎหมายที่สูงกว่าคนธรรมดา 2. เป็นผู้นำในการนำพาประเทศไปสู่ความปรองดอง เนื่องด้วยประเทศจะไปสู่ความปรองดองได้ก็ด้วย ความจริง และความยุติธรรม ท่านสามารถฟังการอภิปรายสรุปของคุณอภิสิทธิ์ได้ที่นี่ครับ http://www.youtube.com/watch?v=nV3vmYVW3G8&feature=share

ผลการลงมตินั้น จากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม 481 คน มีคนเห็นด้วยกับญัตติ หมายถึง ไม่ไว้วางใจ 188 คน ไม่เห็นด้วยกับญัตติ หมายถึง ไว้วางใจ 273 คน งดออกเสียง 5 คน ไม่ลงคะแนน 15 คน http://www.youtube.com/watch?v=z9vOeN6uByM&feature=youtu.be

โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นคล้อยตามผู้นำฝ่ายค้านว่า คนไทยต้องการคนดูแลสถานการณ์น้ำท่วมที่ดีกว่านี้ ผลงานมันชี้ชัดอยู่เรื่องการจัดการน้ำ และการจัดการความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่ต้องรับน้ำและกลุ่มที่แห้ง ว่าทำให้เกิดปัญหามากมาย ประเด็นการกระจายของบริจาค ฯลฯ

อย่างไรก็ดี ผมมองโลกในแง่ดีว่า เหล่า ส.ส.ที่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา นั้นอาจจะมีข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังที่ผมไม่รู้และทำให้เขายังคงไว้วางใจให้พล.ต.อ.ประชายังคงทำงานต่อไป (ทั้งๆที่มันอาจจะเป็นเพียงเพราะมติพรรคบอกให้ลงแบบนั้นแบบนี้ ก็ต้องลงตามก็ตาม)

แง่ดีที่อาจจะมองได้อีกประการหนึ่งก็คือ การอภิปรายนั้นมีการถ่ายทอดสด รวมถึงเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต ถึงแม้ว่ามติที่ออกมาจะเป็นอิทธิพลของพรรค ก็หวังว่าประชาชนที่รับสื่อจะได้ข้อมูลจากการอภิปราย และเก็บไว้สะสมร่วมกับข้อมูลอื่นๆที่กำลังจะตามมาตลอดสมัยการบริหารประเทศของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย สำหรับตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

อาจจะต้องหวังว่าคนไทยจะไม่ลืมง่ายเหมือนเคย และใช้ข้อมูลในการตัดสินใจด้วย …​ มองโลกในแง่ดีอ่ะนะครับ

การเมืองไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และประชาธิปไตยแบบกบเลือกนาย!

หลังจากไม่ได้เขียน Blog มานานมาก ขอกลับมาเขียนหลังจากประเทศชาติบ้านเราได้มีรัฐบาลใหม่ มีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกเมื่อไม่นานมานี้

เรื่องที่ถกเถียงกันในช่วงนี้น่าจะเป็น ความเป็นไปได้และผลกระทบของนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่นำเสนอ ซึ่งจะไม่กล่าวในที่นี่ เพราะว่ามีข่าวหนึ่งดึงดูดความสนใจของผมเป็นอย่างยิ่ง ดูได้ตามลิงค์นี้ครับ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000083512

ข่าวนี้มีเนื้อความว่า ส.ส. ภาคอีสานของพรรคเพื่อไทย เรียกร้องขอตำแหน่งรมต. และรมช. รวม 10 ตำแหน่ง เพราะเห็นว่าพวกตนสามารถทำให้พรรคได้ที่นั่งในสภาเป็นจำนวนมาก มากกว่า ส.ส.กรุงเทพฯและที่อื่นๆ หาก ส.ส. กทม.ได้ 2 ที่นั่งในส่วนของกระทรวงต่างๆ พวกเขาควรจะได้ตำแหน่งมากกว่าตามสัดส่วนที่นั่ง ส.ส. ที่ได้

เมื่อได้อ่านข่าวนี้จึงเกิดความปลงและหงุดหงิดขึ้นว่า ตกลงเราจะได้ รัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วย ในกระทรวงต่างๆ มาจากการแบ่งเค้กกันของเหล่า ส.ส. ใช่หรือไม่ มิใช่ว่าได้คนที่มีความรู้ความสามารถเหมาะกับงานมาเป็นเจ้ากระทรวง …​จากข่าว ตำแหน่งเจ้ากระทรวงดูจะเป็นรางวัลสำหรับผู้ท่ี “เล่น” การเมืองได้เก่งกาจ หาใช่ตำแหน่งที่เป็นภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่ผู้รับจะต้องดำเนินนโยบายเพื่อประโยชน์ของมหาชนไม่

ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้โพสต์ลิงค์นี้ขึ้นใน facebook พร้อมกับข้อความ “ที่ร้องจะเอาๆนี่มีความรู้ไปบริ​หารนโยบายพวกนี้มั้ยเนี่ย – -’ เวรกรรมประเทศไทย” จากนั้นมีเพื่อนพี่น้องหลายๆคนเข้ามาแสดงความเห็น จนกระทั่งมีความเห็นหนึ่งที่เห็นว่า นี่เป็นธรรมชาติของการเมืองอยู่แล้ว เพราะการเมืองเป็นเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ !!! และมันก็เป็นอย่างนั้นเองที่ ส.ส. จากภาคนั้นๆก็ควรจะเอาผลประโยชน์ไปลงให้กับจังหวัดหรือภูมิภาคของตน อย่างเช่น กรณีของตระกูลศิลปอาชากับจังหวัดสุพรรณบุรี หรือ ตระกูลชิดชอบ กับจังหวัดบุรีรัมย์

ตรงจุดนี้ผมเข้าใจว่า มันคือ สภาวะธรรมชาติของการเมืองไทยในปัจจุบัน …. ซึ่งจะนำไปสู่ความ _ิบหายของประเทศเป็นแน่แท้ สุดท้ายการเมืองเราก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยวันยังค่ำ เพราะ ประชาชนไม่ได้เลือก “ตัวแทน” ของเขาเข้าไปทำงานบริหารประเทศแทนเขา แต่เลือก “นาย” เข้าไปหาผลประโยชน์มาให้พวกตน ส่วน “นาย” จะใช้อำนาจหาผลประโยชน์อย่างไรก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ประโยชน์ที่พวกตนได้ยังคงมีอยู่ ไม่ว่าประเทศส่วนร่วมจะเป็นอย่างไรก็ตาม!!!

ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนควรจะมีมุมมองต่อประเทศ และรู้ว่าตนเองเห็นว่าประเด็นใดเป็นประเด็นสำคัญของประเทศ ปัญหาที่ควรแก้ ประเด็นที่ควรจะพัฒนา นักการเมืองมีหน้าที่นำเสนอ policy menu ที่จะตอบโจทย์เหล่านั้น คนก็เลือกนักการเมืองที่นำเสนอ Policy menu ได้ตรงหรือใกล้เคียงกับความเห็นของประชาชนคนนั้นๆประหนึ่งว่าประชาชนคนนั้นมีโอกาสบริหารประเทศเอง ในส่วนนี้การศึกษามีผลสำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีภาพเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศ รู้ว่าแต่ละนโยบายน่าจะส่งผลอย่างไรต่อประเทศได้บ้าง โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับผลของนโยบายต่อเศรษฐกิจ /สังคม/การเมือง ของประเทศ (ซึ่งอาจจะเป็นความรู้จากการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา …​หรือจากประสบการณ์จริงในชีวิตที่ผ่านการทบทวนมาแล้วก็ได้-ในแง่นี้ ชาวบ้านที่อาจจะไม่ได้รับการศึกษาที่เท่าเทียม แต่ใช้เหตุผลเข้าใจสังคม ก็ได้เหมือนกัน)

ความแตกต่างอย่างสำคัญระหว่างมุมมองที่นำเสนอนี้กับมุมมองเกี่ยวกับประชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่ก็คือ สำหรับมุมมองที่นำเสนอนั้น สิ่งที่ประชาชนคิดอยู่ในใจ เวลาเลือกนักการเมืองและนโยบาย คือ ถ้าเกิดนโยบายนี้ได้ทำแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยรวมอย่างไร … ซึ่งต่างจากประชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่ ที่มองว่า นักการเมืองในท้องถ่ินของตนจะต้องนำประโยชน์มาให้แก่พวกตนเท่านั้น ซึ่งผมมองว่าแบบหลังก็คือ แบบ “กบเลือกนาย” นั่นเอง

ผมเข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น และอาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ยากลำบาก … แต่ถึงกระนั้นเราก็ไม่ควรคิดว่า นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็นในการเมืองไทย เราควรจะรู้ว่าอะไรคือสภาวะที่ควรจะเป็นของการเมืองไทย และอย่างน้อยก็ค่อยๆเขยิบๆ ค่อยๆเปลี่ยนมันไปเรื่อย มันอาจจะไม่ได้ในรุ่นนี้หรือรุ่นเรา ก็ให้มันได้ในรุ่นลูกรุ่นหลาน ค่อยๆช่วยกันทำให้สิ่งเหล่านี้มันหายไป

การศึกษา – รากเหง้าของปัญหาการเมืองไทย ?

การศึกษามักจะเป็นผู้ต้องหาของหลายๆปัญหาในประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบัน แต่ว่า ผมก็มานั่งถามตัวเองว่า ตรงไหนของการศึกษาไทยกันแน่ที่นำมาซึ่งปัญหาทางการเมืองของไทยในปัจจุบัน ผมตั้งใจที่จะลิสต์ปัญหาของการศึกษาไทยที่เป็นเหตุของปัญหาทางการเมืองในปัจจุบันบางประการ เผื่อว่าจะทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่า ผู้ต้องหาของเรามีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง และเราควรทำอย่างไรกับมัน Continue reading

บทสนทนาบางตอน: ทำไมเราถึงควรทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด (โดยเฉพาะการเรียน) ในสถานการณ์การเมืองแบบนี้

ได้คุยกับน้องคนนึง เกี่ยวกับผลของการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองเป็นแบบนี้ครับ เห็นว่าเป็นประโยชน์จึงนำมาแบ่งปันกัน

————–

Siriluck Songsri says:
and my work is still not done.. sometimes i think what does it matter what i’m doing anyway..comparing to other issues.. – -” but it’s not right to think this way..my responsibility right now is to educate myself jing jing

01:19 AM Chol says:
indeed indeed..
unless u really see the benefit of leaving your duty… stick to it.
what we’re doing matters one way or another, now or in the future… nothing is waste.
but it is surely not good if we don’t do what we have to do now.
!!
so, the bad consequence is realized immediately if we abandon our post… whereas it is only possibility, very low one, if we stick to our duty…
good consequence is realized immediately, in the form of psychological rewards or grades, when we finish what we have to do.
whereas it is only a possibility that good thing would happen if we leave our post.
btw, mastering ourselves is always good na… coz when we have a good intention we can use the skills that we master and perform it best.

ทำไมเราถึงควรกังวลกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายใน Facebook อันเนื่องมาจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ?

Title: ทำไมเราถึงควรกังวลกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายใน Facebook อันเนื่องมาจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ?

** หมายเหตุ: ผมมีความศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นคนที่สีค่อนไปทางเหลือง (หากแบ่งแบบหยาบๆ) และผมเห็นว่าการแสดงความคิดเห็นต่างๆควรจะรู้กาละเทศะ และไม่ดูหมิ่นสิ่งอันเป็นที่เคารพรักของคนอื่น บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อแสดงความกังวลและอยากชี้ให้เห็นถึงความอันตรายของความเกลียดชังที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ (หรือเปล่า) ในเครือข่ายทางสังคม Facebook ซึ่งอาจจะขยายตัวไปเป็นความรุนแรงในสังคม จนอาจทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตยที่สงบสันติได้อีก…

ช่วงนี้เป้นช่วงที่มีการประท้วงของพวกเสื้อแดง รวมถึงมีการถ่ายทอดสดการเจรจาของเสื้อแดงกับรัฐบาลผ่านทางสื่อ การที่เสื้อแดงซึ่งแทบทั้งหมดเป็นคนนอกคนชั้นกลาง หรือนอกกรุงเทพฯมาชุมนุมในกรุงเทพฯและทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดและบ้านเมืองสกปรก และการถ่ายทอดสดการเจรจาผ่านสื่อ เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้คนชั้นกลางในกรุงเทพมหานครเกิดการตื่นตัวในทางการเมืองและสังคมอย่างมาก ทั้งในแง่ที่เป็นห่วงบ้านเมือง และความรำคาญอย่างถึงที่สุด

บางคนอาจจะมองว่าเป็นก้าวสำคัญของการเรียนรู้ของสังคมในการพัฒนาตนเองไปสู่สังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งอันนั้นผมก็เห็นด้วย แต่ผมคิดว่า ปัจจุบันมันมีการพัฒนาอีกฝั่งนึงซึ่งเป็นด้านลบและสะสมความเกลียดชังให้เพิ่มเข้าๆจนอาจจะกลายเป็น “โศกนาฎกรรมสยาม” ที่ย้อนรอยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาปี 1994 หรือ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในกรุงเทพมหานคร ก็เป็นได้ และระยะทางไปถึงจุดนั้นก็เริ่มใกล้เข้ามาอย่างชัดเจนขึ้นอีกก้าวหนึ่งเมื่อความเกลียดชังนี้ได้เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนและactive ขึ้นใน facebook ซึ่งจริงๆแล้วผิดกฎกติกาของ Facebook เองอย่างชัดเจน

ทำไมผมถึงมีความกังวลเรื่องนี้ มีเหตุผล 3 ประการครับ Continue reading

สนทนา: บทความ ฟักกลิ้งฮีโร่กับคืนที่สังคมไทยนอนไม่หลับ ของ อติภพ ภัทรเดชไพศาล

ชล บุนนาค

คุณอติภพ ภัทรเดชไพศาล เขียนบทความชื่อ ฟักกลิ้งฮีโร่กับคืนที่สังคมไทยนอนไม่หลับใลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐออนไลน์ (อ่านได้ที่ลิงค์นี้ http://www.siamrath.co.th/UIFont/ArticleDetail.aspx?acid=3956) บทความนี้คอมเมนต์เพลง ราตรีสวัสดิ์ ของ คุณฟักกลิ้ง ฮีโร่ ซึ่งเมื่อผมอ่านแล้ว ผมีความคิดเห็นต่อบทความดังกล่าวในฐานะคนแต่งเพลง และคนที่พอจะอ่านเขียนได้ดังนี้

ผมรู้สึกได้ชัดว่า คุณอติภพคอมเมนต์ลึกลงไปในรายละเอียดของเนื้อหามาก และแตะเล็กน้อยเกี่ยวกับสไตล์เพลง อย่างเช่นประเด็นประโยชคที่บอกว่า “เพราะรู้ว่าเลือดเนื้อเค้าจะสละไม่ให้เราเป็นทาสใคร” ที่ผู้เขียนบอกว่ามาเกี่ยวอะไรกับปัญหาชายแดนใต้ มันเป็นประเด็นเรื่องชาติินิยมสมัยจอมพล ป. ต่างหาก และบอกว่ามันผิดที่ผิดทาง โยงท่อนฮุคที่ร้องโดยคุณ ธีร์ ไชยเดช กับเรื่องโรแมนติกชาตนิยม …​ วิพากษ์ว่า เนื้อหาของเพลงสะเปะสะปะ เช่นใส่เรื่องเดือนตุลาแทรกเข้ามา … วิพากษ์ประเด็นที่เรียกขบวนการที่ภาคใต้ว่า “ข.จ.ก.” ทั้งที่แท้จริงเขาเรียนตัวเองว่า B.R.N. และทิ้งท้ายเอาไว้ในตอนท้ายว่า ความเป็นชาตินิยมนั้นแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้ และมองว่าการยกย่องสดุดีทหารในเวลาและสถานการณ์แบบนี้ก็ดูเหมือนจะผิดกาละเทศะ

ผมเห็นด้วยในหลายประเด็นโดยเฉพาะที่บอกว่า ชาตินิยมแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้ และเรื่องนี้มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของปัญหาต่างๆที่เชื่อมโยงการ มากกว่าความเป็นอิสลามและสำนึกเรื่องชาติพันธ์ุเสียอีก และก็เห็นด้วยกับอ.นิธิที่ผู้เขียนอ้างในตอนท้ายว่า ตำรวจ-ทหารไม่ใช่ทางออกของการปราบปรามการก่อการร้าย

อย่างไรก็ดี ผมเห็นว่า คุณอติภพ ถึงเปิดหูแต่ไม่ได้เปิดใจฟังเพลงนี้เสียเท่าไหร่ และไม่ได้เข้าใจจุดมุ่งหมายของเพลง เนื้อเพลงและวิธีการแต่งเพลง จึงได้วิจารณ์ในเรื่องเนื้อเพลงไปอย่างนั้น นอกจากนี้ผมคิดว่า ข้อเขียนมีความสับสนในความเข้าใจศักยภาพในสื่อประเภทต่างๆ ในการสื่อสารความจริงอยู่มาก

ประการแรก หากได้ฟังการสัมภาษณ์ หรือแม้กระทั่งฟังเนื้อเพลงดีๆก็ตาม เพลงนี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะ “แก้ปัญหาชายแดนใต้” แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะกระตุ้นเตือนไม่ให้คนไทยนั้นลืมว่า สถานการณ์ในภาคใต้ก็ยังไม่ได้หยุดหายไป และไม่ลืมว่ายังมีทหารตัวเล็กๆที่ถูกมอบหมายหน้าที่ให้ไปประจำการ ซึ่งเป็นเพียงเหมือนหมากตัวหนึ่งในยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา (ไม่ว่าจะถูกหรือผิดทาง) เท่านั้น

ถ้าฟังให้ชัดจะเห็นว่า เนื้อเพลงโดยหลักแล้ว “ไม่ได้สนับสนุนการดำเนินการทางทหารในภาคใต้ ” แต่ต้องการจะสื่อสาร “เสี้ยวหนึ่ง” ของความจริงในจิตใจของทหารที่ถูกส่งไปประจำการในพื้นที่ภาคใต้ มาถึงคนในวงกว้างเท่านั้น คือ ถ้าจะบอกว่า มันเป็นเพียงแนวคิดแบบโรแมนติคที่ต้องการจะปลุกความเป็นชาตินิยมเท่านั้นก็คงจะดูถูกน้ำใจทหารไทยไปหน่อย ซึ่งแน่นอนทหารเหล่านั้นก็คงถูกแนวคิดโรแมนติคชาตินิยมกล่อมใจให้กล้าหาญไปเป็นทหารและลงไปปฏิบัติหน้าที่ แต่ท้ายที่สุดแล้วเค้าก็มีความตั้งใจดีที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะตำหนิแต่อย่างใด …​ผมลองฟังอีกหลายรอบก็ยังไม่เห็นจุดไหนเลยที่เนื้อเพลงส่งเสริมปฏิบัติการทางทหารดังกล่าว

ประการที่สอง ในส่วนของการคอมเมนต์เนื้อเพลงนั้น ผมเห็นว่าเป็นการคอมเมนต์ที่ไม่ได้ดูบริบทของเนื้อเพลงในช่วงนั้นๆ แต่เป็นการดึงขึ้นมาเพียงประโยคเดียว และจับมันเทียบกับ สิ่งที่คุณอติภพ “คิดว่า” เป็น Theme ของเพลง เช่น

-การคอมเมนต์์ช่วงประโยค “เพราะรู้ว่าเลือดเนื้อเค้าจะสละไม่ให้เราเป็นทาสใคร” ซึ่งจริงๆมันต่อมาจาก “…เป็นหน้าที่ของกองพลทหารราบที่รักตัวเอง น้อยกว่าคนในชาติไทย ….​เพราะรู้ว่าเลือดเนื้อเค้าจะสละไม่ให้เราเป็นทาสใคร…” ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่สาธยายอุดมการณ์ของทหารเหล่านั้น โดยเนื้อเพลงไม่ได้กล่าวถึงสถานการณ์ภาคใต้ก่อนนั้นเลย …​ฉะนั้น ผมก็คิดว่า เนื้อเพลงตรงจุดนี้มีความเหมาะสมและส่งเสริมเนื้อหาในท่อนแรกอยู่แล้ว และไม่ได้ผิดที่ผิดทางแต่อย่างใด

- การคอมเมนต์ ว่า เนื้อเพลงในส่วนนี้ “ในคืนที่ผมกินเหล้าอยู่นั่งเล่น ในคืนที่ป้าข้างห้องยังตั้งวงป๊อกเด้ง คืนที่เด็กมัธยมนั่งท่องตำราเอนท์จุฬา คืนที่ใครหลายคนลืมชื่อคนเดือนตุลา…” ถูกแทรกเข้ามาเฉยๆโดยไม่ได้มีบริบทเกี่ยวข้องเลย นั้น ก็เป็นเพราะว่าคุณอติภพมองเพียง “บริบท” ซึ่งในที่น่าจะเป็น สถานที่/เหตุการณ์ ที่อยู่ใน Theme ของเพลง แต่คุณอติภพกลับลืมมองบริบทในเชิงของ “เนื้อหา” และ “จุดมุ่งหมาย” ของเนื้อเพลงส่วนนั้นไปอย่างน่าประหลาด ผมฟังแล้วผมเข้าใจได้ว่า ท่อนนี้ทั้งท่อนหากตัดประโยค เดือนตุลา ออกไป มันจะเป็นเพียงการสาธยายเหตุการณ์ในคืนหนึ่ง ที่คนหลายๆคนทำกิจกรรมต่างๆกัน …แต่ประโยคเดือนตุลา เมื่อใส่เข้ามาแล้ว มันก็เห็นจุดประสงค์ของผู้แต่งที่ต้องการจะย้ำ คนทั่วไปนั้นบางครั้งอาจจะสนใจเรื่องของตนเองจนลืมไปว่า มีคนที่เขาสละชีวิตของตนเพื่ออุดมการณ์ เพื่อสังคม เพื่อชาติ เหมือนคนเดือนตุลา เหมือนทหารในเนื้อเพลงนี้ ผมจึงไม่เห็นว่า ประโยคนี้จะมีความสะเปะสะปะหรือผิดบริบทแต่อย่างใด แต่มันทำหน้าที่ในการย้ำเนื้อหาหลักที่ต้องการจะสื่อให้ชัดขึ้น

ประการที่สาม เพลงเป็นสื่อบันเทิง มุ่งให้ความบันเทิงหรือสร้างอารมณ์แบบใดแบบหนึ่งให้กับคนฟัง แน่นอนว่าเพลงมีพลังมากพอที่จะทำให้คนลุกขึ้นมาทำอะไรก็ตามทั้งดีหรือร้ายได้ จึงมีความจำเป็นท่ีจะต้องมีความระมัดระวังในการแต่งเนื้อเพลง …​อย่างไรก็ดี คุณอติภพคงเห็นว่า ควรจะต้องระวังกับ Fact ให้มาก จึงได้ยกประเด็นเรื่อง ข.จ.ก. ซึ่งจริงๆแล้ว เป็น B.R.N. ขึ้นมา

ในจุดนี้ผมเห็นค่อนข้างต่างมาก เพราะถ้าคุณอติภพมาแต่งเพลงจริงๆ จะพบว่า มันค่อนข้างยากมากที่จะหาคำแต่ละคำเพื่อให้มีสัมผัสที่ฟังได้ ยิ่งเพลงภาษาไทยยิ่งมีความลำบากมากเพราะมีข้อจำกัดเรื่องวรรณยุกต์เข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เพลงหนึ่งเพลงมีความสามารถในการรวบรวมข้อมูลเทียบเท่ากับ essay สั้นๆ ที่เราเขียนส่งเวลาสอบภาษาอังกฤษเท่านั้น ไม่มากไปกว่านั้น ไม่สามารถใส่ footnote หรือวงเล็บอ้างอิงให้ถูกต้องตามหลักวิชาการได้ ฉะนั้นจริงๆแล้ว Fact ที่แม่นยำเป๊ะๆเหมือนที่คุณอติภพคาดหวังจากเพลงนี้นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรือทำได้ยากยิ่งยวดมากๆ

สิ่งที่นักแต่งเพลงควรจะระมัดระวังในการแต่งเพลง ผมคิดว่า เป็นเรื่องของ “จุดมุ่งหมาย” ของเนื้อเพลงที่แต่งออกมามากกว่าที่ควรจะต้องระมัดระวัง เพราะเนื้อเพลงนี่เองที่หอบเอา “จุดมุ่งหมาย” ของคนแต่ง เข้าไปในใจของผู้ฟัง ถ้าจุดมุ่งหมายถูกเป็นแบบใด เนื้อเพลงก็จะสะท้อนออกไปแบบนั้น สำหรับผมเมื่อฟังเพลงราตรีสวัสดิ์ รวมถึงฟังการสัมภาษณ์ของผู้แต่งแล้ว ผมเห็นว่า จุดมุ่งหมายกับเนื้อเพลงของเขานั้นมีความสอดคล้องกันอย่างแน่นแฟ้น ลงไปในระดับประโยคเลยทีเดียว และจุดมุ่งหมายเพื่อให้เห็นใจและให้กำลังใจ คนที่ “ถูก” บัญชาการให้ไปประจำการในพื้นที่อันตรายนั้น ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะมีความเสียหายตรงไหน ซ้ำยังน่าจะกระตุ้นให้คนไทยไม่ลืมและไม่ชาชินกับปัญหาภาคใต้ รวมถึงกิจกรรมทางสังคมอื่นๆอีกด้วย

หากเพลงราตรีสวัสดิ์เป็นบทความที่ลงในหนังสือพิมพ์อย่างที่คุณอติภพเขียนแล้วละก็ ผมจะเห็นด้วยกับคุณอติภพอย่างยิ่งกับการตำหนิความไม่แม่นยำในเนื้อหา แต่ใช้เกณฑ์การวิเคราะห์บทความมาวิจารณ์เพลงนี่ผมเห็นว่ามัน “ผิดกาละเทศะ” ไปสักหน่อย

ประเด็นสุดท้าย ผมคิดว่า การมองอะไรแบบผิวเผิน และใช้คอนเซปใหญ่ๆอย่างคำว่า “ชาตินิยม” มาจับอย่างเผินๆ โดยไม่ได้คำนึงถึง บริบท( ซึ่งในที่นี้หมายถึงจุดมุ่งหมายของคำแต่ละคำ ประโยค วรรค ที่มีหน้าที่ของตนมารวมกันเป็นเพลงเพื่อนำเสนอจุดมุ่งหมายหนึ่งๆ ) และรายละเอียดต่างๆในเพลงเลยนั้น ก็อาจทำให้การรับรู้เนื้อเพลงและจุดมุ่งหมายของเพลงพลาดไปก็ได้ ซึ่งผมก็ว่านี่เป็นการสะท้อนความ “บิดเบี้ยวทางความคิดและการรับรู้” อันเนื่องมาจากการศึกษาเช่นกัน

ท้ายที่สุดแล้ว ผมคิดว่าเพลงราตรีสวัสดิ์ได้ดึงให้ประเด็นภาคใต้กลับเข้ามาอย่ในความสนใจของคนในสังคมอีกครั้งหนึ่ง ทั้งในแบบที่เคลิ้มไปกับเพลง และแบบที่วิพากษ์วิจารณ์ สำหรับผมแล้ว ผมชื่นชมใน “ความตั้งใจดี” ของผู้แต่ง แม้ว่าจะไร้เดียงสา ขาดข้อมูล หรืออะไรก็แล้วแต่ตามที่ผู้คนจะว่ากันไป แต่ผมคิดว่า คนที่ “ตั้งใจดี” ควรจะได้รับการส่งเสริม การส่งเสริมนี้มีหลายรูปแบบรวมถึงการวิพากษ์ด้วย คือ การที่ตำหนิแต่ขณะเดียวกันก็มีการเสนอทางออกหรือแนวทางอื่นๆที่ดีกว่าให้ด้วย มิใช่ติแต่เพียงอย่างเดียว การติเพื่อก่อนี่เอง ที่จะทำให้คนที่ “ตั้งใจดี” ยังคงมีกำลังใจจะทำสิ่งดีๆต่อไป และพัฒนาสิ่งที่ทำให้ดียิ่งขึ้น ตรงจุดมากขึ้น และสร้างประโยชน์ให้กับคนหมู่มากยิ่งขึ้นไป

เมื่อคนป่วย มักมีโรคฉวยโอกาส!!!

หากใครคุ้นเคยกับโรค เอดส์ (ไม่ใช่ว่าเป็นโรคนะครับ) อาจจะเคยได้ยินเรื่องโรคฉวยโอกาสบ้าง คือ เวลาเราอ่อนแอ มันมักจะมีโรคอื่นๆ เข้ามาแทรกซ้อนนั่นเอง ในเรื่องการเมืองก็ไม่แตกต่างกันเลยครับ ขณะนี้บ้านเมืองเรากำลังร้อนเป็นไฟ แต่รัฐสภาไทยก็ได้สอดใส่ผ่านกฎหมายบางตัวที่โดยส่วนตัวผมคิดว่ามีความสำคัญ และ “ไม่ควรจะผ่าน” การพิจารณาของรัฐสภาได้เลย แต่เค้าก็ใช้เวลาที่บ้านเมืองวุ่นวายในวันที่ 26 พฤศจิกายน ผ่านมันออกมาได้

ผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ผมเห็นกับตาถึง 3-4 รอบที่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชนได้ ออกข่าวย่อหน้าหนึ่งพ่วงกับข่าวที่ว่า “ปิด สมัยประชุมสภาแล้ว หลังเหตุปั่นป่วน ไร้การสรุปผลงาน” … ข่าวย่อหน้านั้นกล่าวถึงการประชุมสภาในวันที่ 26 พฤศจิกายน (วันก่อนปิดสมัยประชุมหนึ่งวัน เป็นการประชุมครั้งที่ 30) …ในการประชุมนั้นได้มีการผ่านกฎหมายที่ว่าด้วยการ “ยกเลิก” ข้อกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่ง สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ ซึ่งก็คือ เขาจะสามารถดำรงตำแหน่งได้มากกว่า 2 วาระนั่นเอง ตอนแรกผมไม่ได้ตั้งใจมาอ่านตรงนี้ แต่เห็นแล้วสะดุดตา เลยอ่านอีกรอบ และมั่นใจว่าอ่านถูก ยังคุยกับเพื่อนที่ทำ Thesis เรื่องคอรัปชั่น ที่อังกฤษอยู่ว่าคิดยังไงอยู่เลย

วันนี้ผมตั้งใจจะอ้างอิง แต่เมื่อย้อนกลับไปดูข่าวเดิม ข่าวส่วนนั้นได้ถูกตัดออกไปแล้ว หนังสือพิมพ์ขั้วตรงข้ามอย่างผู้จัดการก็ไม่มีการออกข่าวกฎหมายที่ถูก พิจารณาในวันนั้น นอกจากนี้ เมื่อเปิดเข้าไปดูบันทึกการประชุมและสรุปการประชุมของสภาผู้แทนราษฏร http://library2.parliament.go.th/giventake/hr.html แล้วก็พบว่า การประชุมของวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 เป็นครั้งเดียวในปีนี้ที่ไม่มีบันทึกการประชุม ขนาดการประชุมครั้งที่ 27 พฤศจิกายนยังมีบันทึกการประชุมเลย!! แม้จะไม่ครบและออกรสเหมือนกับข่าวที่ออกมาก็ตาม

เมื่อเป็นอย่างนี้ ยิ่งทำให้ผมตั้งคำถามยิ่งขึ้นไปอีกว่าเกิดอะไรขึ้น ในสถานการณ์อย่างนี้ผมมีแนวโน้มที่จะมองโลกในแง่ร้ายและคิดว่า รัฐสภาต้องการปิดบังอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการผ่านกฎหมายตัวนี้หรือเปล่า ถ้ามองโลกในแง่ดีหน่อย รัฐสภาอาจจะกำลังสรุปและเขียนให้ดีข้ึน และจะนำมาโพสต์ลงในบอร์ดอีกครั้งหนึ่ง

Continue reading