วันนี้เพิ่งกลับจากดูภาพยนตร์เรื่อง Rise of the Planet of the Apes ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาคก่อนที่เล่าที่มาที่ไปของภาพยนตร์เรื่อง The Planet of the Apes ที่สร้างครั้งแรกในปี 1968 และปี 2001
ตัวผมเองยังไม่เคยได้ชม the Planet of the Apes แบบเต็มๆซักที แต่พอจะทราบคร่าวๆว่าเป็นเรื่องราวของมนุษย์ในยุคปัจจุบันคนนึงที่ด้วยเหตุอะไรซักอย่างหลุดเข้าไปในโลกอนาคตและพบว่าโลกของเราถูกปกครองโดยเหล่ามนุษย์วานรแทน และมนุษย์ (Homo Sapien Sapiens) ต้องไปหลับอาศัยอยู่ในป่าแทน และเรื่องราวก็เป็นไปในแนวการปลดแอกให้กับมนุษย์กลุ่มนั้น มีเรื่องราวรักใคร่ระหว่างมนุษย์วานรสาวกับมนุษย์ตัวเอกตามสไตล์ภาพยนตร์ทำนองนี้
ส่วนเรื่อง Rise of the Planet of the Apes นั้น เป็นเรื่องราวในยุคปัจจุบัน ที่มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งทำวิจัยหายาเพื่อรักษาโรค Alzeimer ซึ่งพ่อของเขาประสบอยู่ โดยทำการทดลองกับลิงชิมแปนซี แต่ผลของการวิจัยของเขานั้นดำเนินไปในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด แต่เรื่องราวจะเป็นอย่างไรคงจะต้องไปตามดูกันเอง ถ้าเล่าไปอาจจะ Spoil คนที่ยังไม่ได้ดูได้ (หรือว่าจริงๆดูกันหมดแล้ว
)
Reflection หนึ่งประการที่เกิดจากการชมภาพยนตร์เรื่องนี้ คือมันถูกสร้างจากมุมมองต่อโลกแบบหนึ่งอย่างชัดเจน คือ มุมมองที่ให้ความสำคัญกับตัวตนในปัจจุบัน ชาติปัจจุบันอย่างยิ่ง ซึ่งก็น่าจะเป้นมุมมองของคนทั่วไปในยุคนี้ ที่บางส่วนอาจจะเชื่อว่า เราเกิดมาครั้งเดียวตายครั้งเดียว เช่นเดียวกันกับคนที่เรารัก หากคนที่เรารักเป็นทุกข์ เราต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้เขาหายทุกข์ แม้ว่าจะเป้นการเบียดเบียนสัตว์อื่น หากคนรักของเราจะตาย เราจะต้องพยายามยื้อเอาไว้ทุกวิถีทาง
ในทางกลับกันหากเป็นมุมมองของคนที่มีความเชื่อแบบพราหมณ์ ฮินดู หรือพุทธ ก็ตาม (ดังที่ตัวเอกอีกตัวในเรื่องอาจจะนับถือศาสนาเหล่านั้น สะท้อนจากมุมมองของเธอ) เราอาจจะมองเรื่องนี้ต่างไป เราอาจจะมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นความเสื่อมของสังขารที่ทุกคนจะต้องประสบ ความป่วยไข้ ไม่สบายกาย เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ความตาย การพลัดจากสิ่งที่รักเป็นเรื่องธรรมดา เราอาจจะทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง กับคนที่เรารักได้ และถ้าเราเชื่อในเรื่องกรรม หากเรารู้ว่าคนท่ีเรารักทำความดีมาตลอดเราอาจจะไม่ห่วงนักหากจะต้องเสียเขาไป แน่นอนว่าเรื่องนี้ทำใจไม่ได้ง่ายๆ แต่กับการพยายามก้าวข้ามไปเปลี่ยนแรงผลักดันของธรรมชาติอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นกับคนท่ีมีความเชื่อเหล่านี้
ในทางหนึ่ง มุมมองต่อโลกแบบแรกเป็นสิ่งที่ทำให้โลกหมุนไปในทางที่มันเป็นอยู่ ทำให้เรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ในโลกได้นานขึ้นและไม่เสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บได้ง่ายนัก ซึ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์นั้นพัฒนาได้จากการอิงอาศัยการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอื่นๆที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเอาชนะข้อจำกัดหรือขยายศักยภาพของมนุษย์ น่าสงสัยว่ามุมมองแบบหลังจะทำให้โลกหมุนไปในแบบที่มันเป็นตอนนี้หรือไม่
มุมมองแบบหลังอาจทำให้คนส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยเข้าใจแก่นแท้ของศาสนาปล่อยชีวิตให้ลอยไปตามกระแส แต่ก็ย่อมต้องมีผู้ที่เข้าใจในหลักธรรมเช่น กฎแห่งกรรม ไม่น้อยพอที่จะเข้าใจว่า การกระทำของเราวันนี้เป้นตัวกำหนดอนาคต ความพยายามทำเหตุปัจจัยให้ดีให้เหมาะสมในปัจจุบันก็เป็นเหตุแห่งผลดีในอนาคตได้ ฉะนั้น ผมคิดว่ามุมมองแบบหลังก็อาจจะทำให้เรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อการทำให้เรามีชีวิตที่ดี มีสุขภาพที่ดี แต่รูปแบบอาจจะต่างไป ในขณะเดียวกัน ผมค่อนข้างเชื่อว่า คนที่มีมุมมองแบบหลังจะไม่ไปไกลขนาดที่จะเข้าไปเปลี่ยนกลไกธรรมชาติที่กำหนดมาแล้วผ่านยีนส์ “หากเรายังไม่เข้าใจผลที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างรอบด้านมากพอ”
…แต่การที่เราจะเข้าใจผลที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งหมดจะเป็นไปได้อย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่ตอบยาก และในขณะที่ผู้คนกำลังตายลงทุกๆวัน เราจะต้องเข้าใจผลดังกล่าวมากขนาดไหน ซึ่งผมคิดว่ายากที่เราจะเข้าใจผลกระทบเหล่านั้น นี่อาจจะเป็น Hard decision ที่เกิดขึ้นในวงเทคโนโลยีการแพทย์เป็นปกติก็เป็นได้ …
อะไรจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจสำหรับทางเลือกในวันนี้ ?
ทางที่เป็นไปได้คือ หากเราจะก้าวข้ามไปถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เราควรจะทำการทดสอบเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อให้เข้าใจผลกระทบที่เป็นไปได้ทั้งหมด เท่าที่ความรู้เราพึงมี ชั่งน้ำหนักในช่วงเวลานี้ ว่าหากนำไปใช้แล้วจะเป็นประโยชน์เพียงใด มีการควบคุมการใช้และติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เราเข้าใจผลของมันมากขึ้น ต้องมีการบอกแก่ผู้บริโภคหรือผู้รับบริการใดๆก็ตามที่เกี่ยวข้องถึงความเสี่ยงพร้อมคนเหล่านั้นควรจะให้สิทธิ์แก่คณะแพทย์ในการติดตามผลกระทบ
จะว่าไปนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ควรทำกับความคิดใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ ทุกๆควมคิดก็ได้ มีการติดตามประเมินทางด้านเทคนิคและด้านสังคม
อย่างไรก็ดี ผมคิดว่า ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ (และผู้สร้างภาพยนตร์อย่างเรื่อง I Am Legend หรือ Resident Evil) อาจจะมองในทางตรงข้ามว่า จริงๆ ธรรมชาติก็ชนะเราได้วันยังค่ำและเราไม่มีทางที่จะต้านพลังธรรมชาติได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วในภาพยนตร์เหล่านี้ ความพยายามในการช่วยชีวิตของมนุษย์นั่นเองที่เป็นต้นเหตุแห่งทำลายมนุษยชาติ