อยู่กับตัวเองบ้าง: บอกทั้งตัวเองและประเทศไทย

วันนี้เป็นวันแรกๆในรอบหลายๆเดือนที่ผมได้อยู่กับตัวเองและมานั่งพิจารณาเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการตัวผมเอง เช่น การใช้เงิน และงานการอื่นๆ

เคยได้ยินมานานแล้วว่า คนเราควรมีช่วงเวลาในหนึ่งวันเพื่ออยู่กับตัวเองบ้าง แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเมื่อก่อนผมเข้าใจว่าอะไร

มาวันนี้ผมเข้าใจมากขึ้นว่า ตัวเราเองก็มีเรื่องต้องจัดการหลายเรื่องให้เป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินชีวิตของเราเป็นไปอย่างมี “สติ” คือ รู้ถึงสภาวะปัจจุบัน ในทางธรรม เราอาจจะใช้ลมหายใจเป็นฐานของสติให้เราพิจารณาความเป็นไปของร่างกายของเราได้ แต่ในทางโลกที่ “เรา” นั้นมีอะไรติดสอยห้อยตามมามากมาย เช่น ทรัพย์สิน เงินทอง หน้าที่การงาน ภาระ ฯลฯ มันจำเป็นต้องมีเครื่องมืออื่นๆมาช่วยให้เรารู้ถึงสภาวะปัจจุบันของสิ่งเหล่าน้ีด้วยเช่นกัน Continue reading

มองโลกในแง่ดี: มติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก

วันนี้ที่เมืองไทยได้มีการลงมติการยืนญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก รมว.กระทรวงยุติธรรมและ ผู้อำนวยการ ศปภ. ผมได้ฟังสรุปของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ประกอบกับข้อมูลที่ตนเองได้ยินได้ฟังมาตลอดช่วงที่น้ำท่วม โดยเฉพาะปัญหาการดำเนินงานของ ศปภ.แล้วพบว่าผลการลงมตินั้นขัดกับสามัญสำนึกของผมอยู่พอสมควร

คุณอภิสิทธิ์ กล่าวสรุปว่า ฝ่ายค้านใช้เกณฑ์ เพียง 2 เกณฑ์ในการประเมิน พล.ต.อ.ประชา คือ 1. ปฏิบัติตามกฎหมายและมีมาตรฐานในการปฏิบัติตามกฎหมายที่สูงกว่าคนธรรมดา 2. เป็นผู้นำในการนำพาประเทศไปสู่ความปรองดอง เนื่องด้วยประเทศจะไปสู่ความปรองดองได้ก็ด้วย ความจริง และความยุติธรรม ท่านสามารถฟังการอภิปรายสรุปของคุณอภิสิทธิ์ได้ที่นี่ครับ http://www.youtube.com/watch?v=nV3vmYVW3G8&feature=share

ผลการลงมตินั้น จากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม 481 คน มีคนเห็นด้วยกับญัตติ หมายถึง ไม่ไว้วางใจ 188 คน ไม่เห็นด้วยกับญัตติ หมายถึง ไว้วางใจ 273 คน งดออกเสียง 5 คน ไม่ลงคะแนน 15 คน http://www.youtube.com/watch?v=z9vOeN6uByM&feature=youtu.be

โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นคล้อยตามผู้นำฝ่ายค้านว่า คนไทยต้องการคนดูแลสถานการณ์น้ำท่วมที่ดีกว่านี้ ผลงานมันชี้ชัดอยู่เรื่องการจัดการน้ำ และการจัดการความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่ต้องรับน้ำและกลุ่มที่แห้ง ว่าทำให้เกิดปัญหามากมาย ประเด็นการกระจายของบริจาค ฯลฯ

อย่างไรก็ดี ผมมองโลกในแง่ดีว่า เหล่า ส.ส.ที่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา นั้นอาจจะมีข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังที่ผมไม่รู้และทำให้เขายังคงไว้วางใจให้พล.ต.อ.ประชายังคงทำงานต่อไป (ทั้งๆที่มันอาจจะเป็นเพียงเพราะมติพรรคบอกให้ลงแบบนั้นแบบนี้ ก็ต้องลงตามก็ตาม)

แง่ดีที่อาจจะมองได้อีกประการหนึ่งก็คือ การอภิปรายนั้นมีการถ่ายทอดสด รวมถึงเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต ถึงแม้ว่ามติที่ออกมาจะเป็นอิทธิพลของพรรค ก็หวังว่าประชาชนที่รับสื่อจะได้ข้อมูลจากการอภิปราย และเก็บไว้สะสมร่วมกับข้อมูลอื่นๆที่กำลังจะตามมาตลอดสมัยการบริหารประเทศของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย สำหรับตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

อาจจะต้องหวังว่าคนไทยจะไม่ลืมง่ายเหมือนเคย และใช้ข้อมูลในการตัดสินใจด้วย …​ มองโลกในแง่ดีอ่ะนะครับ

คำพูด

ช่วงสองสามเดือนมานี่มีคนอ้างอิงถึงคำพูดที่ผมเคยพูดกับพวกเขามานานแล้ว และบังเอิญได้ไปเปลี่ยนแปลงมุมมองหรือติดอยู่ในใจพวกเขาในแบบที่ผมเองก็จำได้เลือนลางเต็มทนว่าพูดตอนไหน

เมื่อประมาณเดือนก่อนตอนน้ำท่วมกรุงเทพฯใหม่ๆ และนักการเมืองเค้าทะเลาะกัน มีน้องคนหนึ่งเป็นน้องสมัยชุมนุมลูกเสือโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โพสต์ใน status ของเขาในทำนองว่าว่า ผมเคยบอกเค้าว่า

“เวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้น มันไม่ใช่เวลาที่จะมาหาว่าใครทำผิด แต่ทุกคนต้องมาช่วยกันหาสาเหตุและแก้ปัญหานั้น”

เมื่อสองสามวันก่อนเพื่อนอีกคนหนึ่งก็โพสต์ใน status เกี่ยวกับเรื่องพวกเว็บหมิ่นในหลวง เหมือนว่าเราคุยกันเกี่ยวกับการประเมินโครงการพระราชดำริ แล้วจริงๆที่ไม่สำเร็จมันก็เยอะ ที่สำเร็จก็มีไม่น้อย แล้วผมได้พูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับวิธีคิดของ โธมัส อัลวา เอดิสัน ผู้ที่คิดค้นหลอดไฟได้เป็นคนแรก

ผมจำได้ว่าผมเล่าให้เขาฟังว่า

“เอดิสันต้องทดสอบหลอดไฟกว่าพันหลอดจนกว่าจะค้นพบไส้หลอดที่ใช้ได้จริงและเป็นจุดเริ่มของหลอดไฟในปัจจุบัน มีเรื่องเล่าว่ามีคนถามเขาว่า ทดลองล้มเหลวเป็นพันครั้งไม่ท้อแท้หรือ เอดิสันบอกว่า หลอดไฟที่ทดลองไม่สำเร็จไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็น “การค้นพบ” ทางที่ไม่ควรจะเดินไปต่างหาก”

ผมจำไม่ได้แล้วว่าไปอ่านมาจากไหน แต่ก็คิดเช่นกันว่ามันเป็น quote ที่ให้แรงบันดาลใจไม่น้อย กับคนที่อยากจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่โลก ทำให้เราไม่ย่อท้อแม้จะทำไม่สำเร็จในครั้งนี้ก็ตาม คล้ายๆกับ Quote ในโฆษณาเหล้าสมัยก่อน ว่า “คนเราไม่มีคำว่าล้มเหลว มีแต่ล้มเลิก” อะไรประมาณนี้

ที่เล่าเรื่องนี้ข้ึนมาเพราะว่า มันทำให้ผมตระหนักยิ่งๆขึ้นไปว่า คำพูดของคนเรามันมีพลังและผลกระทบในแบบที่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า มันจะไปทางไหน ฉะนั้น เราควรจะระวังคำพูดให้มาก พูดแต่สิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ อะไรที่ไร้สาระไม่เป็นประโยชน์ก็ยั้งๆเอาไว้บ้างก็ดี อะไรที่ทิ่มแทง เชือดเฉือนใจคน โกหก หรือยุแยงก็ควรจะเว้นๆเอาไว้

เพราะวันหนึ่งคำพูดเหล่านี้จะย้อนกลับมาหาเรา … ถ้าเรามักพูดเตือนสติคนอื่นเสมอๆ วันหนึ่งเมื่อเราต้องการคนเตือนสติ คนเหล่านี้เองก็จะย้ำเตือนและบอกกับเราในสิ่งที่เราเคยบอกเค้ามาก่อน

Reflection จาก Rise of the Planet of the Apes

วันนี้เพิ่งกลับจากดูภาพยนตร์เรื่อง Rise of the Planet of the Apes ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาคก่อนที่เล่าที่มาที่ไปของภาพยนตร์เรื่อง The Planet of the Apes ที่สร้างครั้งแรกในปี 1968 และปี 2001

ตัวผมเองยังไม่เคยได้ชม the Planet of the Apes แบบเต็มๆซักที แต่พอจะทราบคร่าวๆว่าเป็นเรื่องราวของมนุษย์ในยุคปัจจุบันคนนึงที่ด้วยเหตุอะไรซักอย่างหลุดเข้าไปในโลกอนาคตและพบว่าโลกของเราถูกปกครองโดยเหล่ามนุษย์วานรแทน และมนุษย์ (Homo Sapien Sapiens) ต้องไปหลับอาศัยอยู่ในป่าแทน และเรื่องราวก็เป็นไปในแนวการปลดแอกให้กับมนุษย์กลุ่มนั้น มีเรื่องราวรักใคร่ระหว่างมนุษย์วานรสาวกับมนุษย์ตัวเอกตามสไตล์ภาพยนตร์ทำนองนี้

ส่วนเรื่อง Rise of the Planet of the Apes นั้น เป็นเรื่องราวในยุคปัจจุบัน ที่มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งทำวิจัยหายาเพื่อรักษาโรค Alzeimer ซึ่งพ่อของเขาประสบอยู่ โดยทำการทดลองกับลิงชิมแปนซี แต่ผลของการวิจัยของเขานั้นดำเนินไปในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด แต่เรื่องราวจะเป็นอย่างไรคงจะต้องไปตามดูกันเอง ถ้าเล่าไปอาจจะ Spoil คนที่ยังไม่ได้ดูได้ (หรือว่าจริงๆดูกันหมดแล้ว :P )

Reflection หนึ่งประการที่เกิดจากการชมภาพยนตร์เรื่องนี้ คือมันถูกสร้างจากมุมมองต่อโลกแบบหนึ่งอย่างชัดเจน คือ มุมมองที่ให้ความสำคัญกับตัวตนในปัจจุบัน ชาติปัจจุบันอย่างยิ่ง ซึ่งก็น่าจะเป้นมุมมองของคนทั่วไปในยุคนี้ ที่บางส่วนอาจจะเชื่อว่า เราเกิดมาครั้งเดียวตายครั้งเดียว เช่นเดียวกันกับคนที่เรารัก หากคนที่เรารักเป็นทุกข์ เราต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้เขาหายทุกข์ แม้ว่าจะเป้นการเบียดเบียนสัตว์อื่น หากคนรักของเราจะตาย เราจะต้องพยายามยื้อเอาไว้ทุกวิถีทาง

ในทางกลับกันหากเป็นมุมมองของคนที่มีความเชื่อแบบพราหมณ์ ฮินดู หรือพุทธ ก็ตาม (ดังที่ตัวเอกอีกตัวในเรื่องอาจจะนับถือศาสนาเหล่านั้น สะท้อนจากมุมมองของเธอ) เราอาจจะมองเรื่องนี้ต่างไป เราอาจจะมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นความเสื่อมของสังขารที่ทุกคนจะต้องประสบ ความป่วยไข้ ไม่สบายกาย เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ความตาย การพลัดจากสิ่งที่รักเป็นเรื่องธรรมดา เราอาจจะทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง กับคนที่เรารักได้ และถ้าเราเชื่อในเรื่องกรรม หากเรารู้ว่าคนท่ีเรารักทำความดีมาตลอดเราอาจจะไม่ห่วงนักหากจะต้องเสียเขาไป แน่นอนว่าเรื่องนี้ทำใจไม่ได้ง่ายๆ แต่กับการพยายามก้าวข้ามไปเปลี่ยนแรงผลักดันของธรรมชาติอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นกับคนท่ีมีความเชื่อเหล่านี้

ในทางหนึ่ง มุมมองต่อโลกแบบแรกเป็นสิ่งที่ทำให้โลกหมุนไปในทางที่มันเป็นอยู่ ทำให้เรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ในโลกได้นานขึ้นและไม่เสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บได้ง่ายนัก ซึ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์นั้นพัฒนาได้จากการอิงอาศัยการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอื่นๆที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเอาชนะข้อจำกัดหรือขยายศักยภาพของมนุษย์ น่าสงสัยว่ามุมมองแบบหลังจะทำให้โลกหมุนไปในแบบที่มันเป็นตอนนี้หรือไม่

มุมมองแบบหลังอาจทำให้คนส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยเข้าใจแก่นแท้ของศาสนาปล่อยชีวิตให้ลอยไปตามกระแส แต่ก็ย่อมต้องมีผู้ที่เข้าใจในหลักธรรมเช่น กฎแห่งกรรม ไม่น้อยพอที่จะเข้าใจว่า การกระทำของเราวันนี้เป้นตัวกำหนดอนาคต ความพยายามทำเหตุปัจจัยให้ดีให้เหมาะสมในปัจจุบันก็เป็นเหตุแห่งผลดีในอนาคตได้ ฉะนั้น ผมคิดว่ามุมมองแบบหลังก็อาจจะทำให้เรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อการทำให้เรามีชีวิตที่ดี มีสุขภาพที่ดี แต่รูปแบบอาจจะต่างไป ในขณะเดียวกัน ผมค่อนข้างเชื่อว่า คนที่มีมุมมองแบบหลังจะไม่ไปไกลขนาดที่จะเข้าไปเปลี่ยนกลไกธรรมชาติที่กำหนดมาแล้วผ่านยีนส์ “หากเรายังไม่เข้าใจผลที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างรอบด้านมากพอ”

…แต่การที่เราจะเข้าใจผลที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งหมดจะเป็นไปได้อย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่ตอบยาก และในขณะที่ผู้คนกำลังตายลงทุกๆวัน เราจะต้องเข้าใจผลดังกล่าวมากขนาดไหน ซึ่งผมคิดว่ายากที่เราจะเข้าใจผลกระทบเหล่านั้น นี่อาจจะเป็น Hard decision ที่เกิดขึ้นในวงเทคโนโลยีการแพทย์เป็นปกติก็เป็นได้ …

อะไรจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจสำหรับทางเลือกในวันนี้ ?

ทางที่เป็นไปได้คือ หากเราจะก้าวข้ามไปถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เราควรจะทำการทดสอบเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อให้เข้าใจผลกระทบที่เป็นไปได้ทั้งหมด เท่าที่ความรู้เราพึงมี ชั่งน้ำหนักในช่วงเวลานี้ ว่าหากนำไปใช้แล้วจะเป็นประโยชน์เพียงใด มีการควบคุมการใช้และติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เราเข้าใจผลของมันมากขึ้น ต้องมีการบอกแก่ผู้บริโภคหรือผู้รับบริการใดๆก็ตามที่เกี่ยวข้องถึงความเสี่ยงพร้อมคนเหล่านั้นควรจะให้สิทธิ์แก่คณะแพทย์ในการติดตามผลกระทบ

จะว่าไปนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ควรทำกับความคิดใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ ทุกๆควมคิดก็ได้ มีการติดตามประเมินทางด้านเทคนิคและด้านสังคม

อย่างไรก็ดี ผมคิดว่า ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ (และผู้สร้างภาพยนตร์อย่างเรื่อง I Am Legend หรือ Resident Evil) อาจจะมองในทางตรงข้ามว่า จริงๆ ธรรมชาติก็ชนะเราได้วันยังค่ำและเราไม่มีทางที่จะต้านพลังธรรมชาติได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วในภาพยนตร์เหล่านี้ ความพยายามในการช่วยชีวิตของมนุษย์นั่นเองที่เป็นต้นเหตุแห่งทำลายมนุษยชาติ

ผู้รอบรู้ กับผู้สร้างความรู้: ยิ่งเรียนสูงยิ่งรู้แคบจริงหรือ?

มีคนเคยบอกว่าผมว่า เราไม่สามารถรู้ทุกศาสตร์ ทุกวิชาได้หรอก

จริงอยู่ที่ เราคงไม่มีเวลาและกำลังมากพอที่จะไปรู้ทุกๆเรื่องในโลก แต่ภายในเวลาอันจำกัด ผมคิดว่าเรามีความสามารถในการเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้มากมาย หากเรามีความสามารถเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับคอนเซปและภาษาของวิชานั้นๆ หรือวิชานั้นๆมีวิธีการสื่อสารที่เราสามารถเข้าใจได้ เช่น คนที่มีพื้นฐานรู้โน๊ตดนตรี ก็สามารถเข้าใจทำนองเพลงได้ และถ้าเรียนรู้วิธีสร้างเสียงของเครื่องดนตรีชนิดต่างๆได้ก็จะสามารถเล่นเครื่องดนตรีนั้นได้อย่างรวดเร็ว คนที่พอจะเข้าใจภาษาคณิตศาสตร์ อย่างแคลคูลัส หรือค่าทางสถิติ ก็ย่อมจะสามารถเข้าใจงานวิจัยทั้งสายสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ใช้ภาษาเหล่านี้ได้ง่าย หรือคนที่อ่านกราฟออกก็ย่อมจะสามารถเข้าใจเศรษฐศาสตร์ขั้นพื้นฐานได้ไม่ยาก คนที่เรียนสายวิทยาศาสตร์ตอนม.ปลาย เข้าใจฟิสิกส์เบื้องต้น ก็สามารถต่อยอดไปเข้าใจฟิสิกส์ที่ซับซ้อนกว่านั้นได้ อาจจะใช้กำลังมากหน่อย

ความรู้พื้นฐานที่เราเรียนตอนมัธยมหากเราตั้งใจเรียนและจำได้ใช้บ่อย ก็จะสามารถเป็นฐานให้เราเข้าใจเรื่องราวต่างๆในโลกได้มาก หรือแม้ไม่ได้เรียนมา หากขวนขวายหาความรู้พื้นฐานเหล่านี้ก็ย่อมทำให้เราเข้าใจองค์ความรู้ต่างๆได้ไม่ยาก ยิ่งปัจจุบันอินเตอร์เน็ตทำให้โลกเราเล็กลง Google ทำให้เราเข้าถึงความรู้ที่มีอยู่ในอินเตอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น การเป็นผู้รอบรู้เป็นสิ่งที่เป็นได้ไม่อยากหากเราอยากจะเป็น

สุดท้ายเป้นเรื่องว่า เราจะ “แบ่ง” เวลาที่มีให้กับมันหรือเปล่าเท่านั้นเอง

แต่การเป็นผู้สร้างความรู้นั้นเป็นอีกเรื่อง การเรียนระดับปริญญาโท/เอก เป็นการเรียนเพื่อให้มีความรู้ในด้านที่เฉพาะเจาะจงเพื่อเป็นฐานให้เรามีทักษะในการใช้เครื่องมือในการทำวิจัยหา/สร้างความรู้ในสาขานั้นๆได้ ฉะนั้นคนเรียนปริญญาโทและเอก จะมีความรู้ที่ลึกลงไปเรื่อยๆ ไปอยู่ที่ประเด็นที่เขากำลังวิจัยอยู่เท่านั้น เปรียบเหมือนเรากำลังพยายามปลูกต้นไม้หนึ่งต้น การลงมือปลูกจริงนั้นการที่รู้ว่าต้นไม้ประเภทนี้เหมาะกับดินประเภทไหน ดินฟ้าอากาศประเภทไหนนั้น ยังไม่เพียงพอ เขาต้องมีกำลังที่จะใช้เครื่องมือเกษตร รู้วิธีจับวิธีใช้ที่ถูกต้อง มันจะมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆ ปัญหายิบย่อยๆเกิดขึ้นระหว่างที่เขากำลังขุดดิน ณ พื้นที่นี้ในฤดูนี้ของปี เช่นเดียวกัน ในการทำวิจัยระดับปริญญาโทหรือเอกมันมีลักษณะคล้ายกัน คือ มันไม่ใช่แค่เนื้อหาทางทฤษฎีเท่านั้น หรือข้อสรุปจากงานวิจัยต่างๆที่เขาควรจะรู้ แต่เค้าต้องรู้เครื่องมือ และใช้เป็น เมื่อเจอปัญหากับเครื่องมือเค้าจะใช้อย่างไร ผลได้มาจะทำอย่างไรกับมัน

นั่นเป็นเหตุให้ในหลายโอกาส เวลาเราคุยกับนักศึกษาปริญญาโทหรือเอก สมมติว่า เป็นนักศึกษาปริญญาเอกด้านสิ่งแวดล้อม ทุกคนคงไม่สามารถตอบคำถามเรื่อง Global warming ได้ทุกคน แต่เค้าจะพูดได้เยอะเชียว เกี่ยวกับประเด็นที่เขากำลังศึกษาวิจัยอยู่ วิธีที่เค้าใช้ในการพิสูจน์หรือค้นหาความรู้นั้น เรื่องสิ่งแวดล้อมยังดูหน้าสนใจ ถ้าเป็นกรณีของวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อนของผมคนหนึ่งศึกษาการส่งผ่านแคลเซียมในไตข้างขวาของเอนไซม์ตัวที่..@#$%^&* มัน specific ขนาดนั้น

คนเลยมากพูดว่า ยิ่งเรียนสูงยิ่งโง่ หรือยิ่งมีความรู้แคบ …​

อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าความรอบรู้กับระดับการเรียนสูงไม่จำเป็นต้องแปรผกผันกัน คือ ไม่จำเป็นว่า ต้องเรียนสูงแล้วความรู้จะแคบลงเสมอไป มันขึ้นอยู่กับว่า นักศึกษาปริญญาเอกคนนั้นได้ “แบ่ง” เวลาแสวงหาความรู้อื่นๆนอกเหนือจากประเด็นวิจัยของเขาหรือไม่ หากเขาสามารถแบ่งเวลาได้ให้กับการแสวงหาความรู้อื่นๆ เขายอ่มสามารถเป็น “ผู้รอบรู้” ไปพร้อมๆกับการเป็น “ผู้สร้างความรู้” ได้

แต่ในทางปฏิบัติจะเป็นไปได้แค่ไหนอันนี้ ขึ้นอยู่กับว่าคนๆนั้นจะมีวินัยในตนเอง ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ และแบ่งเวลามาเพื่อการแสวงหาความรู้ได้มากขนาดไหน

การเมืองไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และประชาธิปไตยแบบกบเลือกนาย!

หลังจากไม่ได้เขียน Blog มานานมาก ขอกลับมาเขียนหลังจากประเทศชาติบ้านเราได้มีรัฐบาลใหม่ มีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกเมื่อไม่นานมานี้

เรื่องที่ถกเถียงกันในช่วงนี้น่าจะเป็น ความเป็นไปได้และผลกระทบของนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่นำเสนอ ซึ่งจะไม่กล่าวในที่นี่ เพราะว่ามีข่าวหนึ่งดึงดูดความสนใจของผมเป็นอย่างยิ่ง ดูได้ตามลิงค์นี้ครับ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000083512

ข่าวนี้มีเนื้อความว่า ส.ส. ภาคอีสานของพรรคเพื่อไทย เรียกร้องขอตำแหน่งรมต. และรมช. รวม 10 ตำแหน่ง เพราะเห็นว่าพวกตนสามารถทำให้พรรคได้ที่นั่งในสภาเป็นจำนวนมาก มากกว่า ส.ส.กรุงเทพฯและที่อื่นๆ หาก ส.ส. กทม.ได้ 2 ที่นั่งในส่วนของกระทรวงต่างๆ พวกเขาควรจะได้ตำแหน่งมากกว่าตามสัดส่วนที่นั่ง ส.ส. ที่ได้

เมื่อได้อ่านข่าวนี้จึงเกิดความปลงและหงุดหงิดขึ้นว่า ตกลงเราจะได้ รัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วย ในกระทรวงต่างๆ มาจากการแบ่งเค้กกันของเหล่า ส.ส. ใช่หรือไม่ มิใช่ว่าได้คนที่มีความรู้ความสามารถเหมาะกับงานมาเป็นเจ้ากระทรวง …​จากข่าว ตำแหน่งเจ้ากระทรวงดูจะเป็นรางวัลสำหรับผู้ท่ี “เล่น” การเมืองได้เก่งกาจ หาใช่ตำแหน่งที่เป็นภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่ผู้รับจะต้องดำเนินนโยบายเพื่อประโยชน์ของมหาชนไม่

ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้โพสต์ลิงค์นี้ขึ้นใน facebook พร้อมกับข้อความ “ที่ร้องจะเอาๆนี่มีความรู้ไปบริ​หารนโยบายพวกนี้มั้ยเนี่ย – -’ เวรกรรมประเทศไทย” จากนั้นมีเพื่อนพี่น้องหลายๆคนเข้ามาแสดงความเห็น จนกระทั่งมีความเห็นหนึ่งที่เห็นว่า นี่เป็นธรรมชาติของการเมืองอยู่แล้ว เพราะการเมืองเป็นเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ !!! และมันก็เป็นอย่างนั้นเองที่ ส.ส. จากภาคนั้นๆก็ควรจะเอาผลประโยชน์ไปลงให้กับจังหวัดหรือภูมิภาคของตน อย่างเช่น กรณีของตระกูลศิลปอาชากับจังหวัดสุพรรณบุรี หรือ ตระกูลชิดชอบ กับจังหวัดบุรีรัมย์

ตรงจุดนี้ผมเข้าใจว่า มันคือ สภาวะธรรมชาติของการเมืองไทยในปัจจุบัน …. ซึ่งจะนำไปสู่ความ _ิบหายของประเทศเป็นแน่แท้ สุดท้ายการเมืองเราก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยวันยังค่ำ เพราะ ประชาชนไม่ได้เลือก “ตัวแทน” ของเขาเข้าไปทำงานบริหารประเทศแทนเขา แต่เลือก “นาย” เข้าไปหาผลประโยชน์มาให้พวกตน ส่วน “นาย” จะใช้อำนาจหาผลประโยชน์อย่างไรก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ประโยชน์ที่พวกตนได้ยังคงมีอยู่ ไม่ว่าประเทศส่วนร่วมจะเป็นอย่างไรก็ตาม!!!

ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนควรจะมีมุมมองต่อประเทศ และรู้ว่าตนเองเห็นว่าประเด็นใดเป็นประเด็นสำคัญของประเทศ ปัญหาที่ควรแก้ ประเด็นที่ควรจะพัฒนา นักการเมืองมีหน้าที่นำเสนอ policy menu ที่จะตอบโจทย์เหล่านั้น คนก็เลือกนักการเมืองที่นำเสนอ Policy menu ได้ตรงหรือใกล้เคียงกับความเห็นของประชาชนคนนั้นๆประหนึ่งว่าประชาชนคนนั้นมีโอกาสบริหารประเทศเอง ในส่วนนี้การศึกษามีผลสำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีภาพเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศ รู้ว่าแต่ละนโยบายน่าจะส่งผลอย่างไรต่อประเทศได้บ้าง โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับผลของนโยบายต่อเศรษฐกิจ /สังคม/การเมือง ของประเทศ (ซึ่งอาจจะเป็นความรู้จากการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา …​หรือจากประสบการณ์จริงในชีวิตที่ผ่านการทบทวนมาแล้วก็ได้-ในแง่นี้ ชาวบ้านที่อาจจะไม่ได้รับการศึกษาที่เท่าเทียม แต่ใช้เหตุผลเข้าใจสังคม ก็ได้เหมือนกัน)

ความแตกต่างอย่างสำคัญระหว่างมุมมองที่นำเสนอนี้กับมุมมองเกี่ยวกับประชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่ก็คือ สำหรับมุมมองที่นำเสนอนั้น สิ่งที่ประชาชนคิดอยู่ในใจ เวลาเลือกนักการเมืองและนโยบาย คือ ถ้าเกิดนโยบายนี้ได้ทำแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยรวมอย่างไร … ซึ่งต่างจากประชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่ ที่มองว่า นักการเมืองในท้องถ่ินของตนจะต้องนำประโยชน์มาให้แก่พวกตนเท่านั้น ซึ่งผมมองว่าแบบหลังก็คือ แบบ “กบเลือกนาย” นั่นเอง

ผมเข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น และอาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ยากลำบาก … แต่ถึงกระนั้นเราก็ไม่ควรคิดว่า นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็นในการเมืองไทย เราควรจะรู้ว่าอะไรคือสภาวะที่ควรจะเป็นของการเมืองไทย และอย่างน้อยก็ค่อยๆเขยิบๆ ค่อยๆเปลี่ยนมันไปเรื่อย มันอาจจะไม่ได้ในรุ่นนี้หรือรุ่นเรา ก็ให้มันได้ในรุ่นลูกรุ่นหลาน ค่อยๆช่วยกันทำให้สิ่งเหล่านี้มันหายไป