จากบทความของคุณจิตกร บุษบา “เส้นใต้บรรทัด” http://www.naewna.com/news.asp?ID=296997
ผมว่าเป็นบทความที่ให้ความรู้ผมหลายประการ และผมเห็นด้วยกับผู้เขียนในหลายประเด็นมากๆ แต่มีอยู่ 5 ข้อที่ผู้เขียนเสนอมาแล้วผมเห็นแตกต่างดังนี้ครับ Continue reading
จากบทความของคุณจิตกร บุษบา “เส้นใต้บรรทัด” http://www.naewna.com/news.asp?ID=296997
ผมว่าเป็นบทความที่ให้ความรู้ผมหลายประการ และผมเห็นด้วยกับผู้เขียนในหลายประเด็นมากๆ แต่มีอยู่ 5 ข้อที่ผู้เขียนเสนอมาแล้วผมเห็นแตกต่างดังนี้ครับ Continue reading
วันนี้ที่เมืองไทยได้มีการลงมติการยืนญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก รมว.กระทรวงยุติธรรมและ ผู้อำนวยการ ศปภ. ผมได้ฟังสรุปของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ประกอบกับข้อมูลที่ตนเองได้ยินได้ฟังมาตลอดช่วงที่น้ำท่วม โดยเฉพาะปัญหาการดำเนินงานของ ศปภ.แล้วพบว่าผลการลงมตินั้นขัดกับสามัญสำนึกของผมอยู่พอสมควร
คุณอภิสิทธิ์ กล่าวสรุปว่า ฝ่ายค้านใช้เกณฑ์ เพียง 2 เกณฑ์ในการประเมิน พล.ต.อ.ประชา คือ 1. ปฏิบัติตามกฎหมายและมีมาตรฐานในการปฏิบัติตามกฎหมายที่สูงกว่าคนธรรมดา 2. เป็นผู้นำในการนำพาประเทศไปสู่ความปรองดอง เนื่องด้วยประเทศจะไปสู่ความปรองดองได้ก็ด้วย ความจริง และความยุติธรรม ท่านสามารถฟังการอภิปรายสรุปของคุณอภิสิทธิ์ได้ที่นี่ครับ http://www.youtube.com/watch?v=nV3vmYVW3G8&feature=share
ผลการลงมตินั้น จากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม 481 คน มีคนเห็นด้วยกับญัตติ หมายถึง ไม่ไว้วางใจ 188 คน ไม่เห็นด้วยกับญัตติ หมายถึง ไว้วางใจ 273 คน งดออกเสียง 5 คน ไม่ลงคะแนน 15 คน http://www.youtube.com/watch?v=z9vOeN6uByM&feature=youtu.be
โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นคล้อยตามผู้นำฝ่ายค้านว่า คนไทยต้องการคนดูแลสถานการณ์น้ำท่วมที่ดีกว่านี้ ผลงานมันชี้ชัดอยู่เรื่องการจัดการน้ำ และการจัดการความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่ต้องรับน้ำและกลุ่มที่แห้ง ว่าทำให้เกิดปัญหามากมาย ประเด็นการกระจายของบริจาค ฯลฯ
อย่างไรก็ดี ผมมองโลกในแง่ดีว่า เหล่า ส.ส.ที่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา นั้นอาจจะมีข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังที่ผมไม่รู้และทำให้เขายังคงไว้วางใจให้พล.ต.อ.ประชายังคงทำงานต่อไป (ทั้งๆที่มันอาจจะเป็นเพียงเพราะมติพรรคบอกให้ลงแบบนั้นแบบนี้ ก็ต้องลงตามก็ตาม)
แง่ดีที่อาจจะมองได้อีกประการหนึ่งก็คือ การอภิปรายนั้นมีการถ่ายทอดสด รวมถึงเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต ถึงแม้ว่ามติที่ออกมาจะเป็นอิทธิพลของพรรค ก็หวังว่าประชาชนที่รับสื่อจะได้ข้อมูลจากการอภิปราย และเก็บไว้สะสมร่วมกับข้อมูลอื่นๆที่กำลังจะตามมาตลอดสมัยการบริหารประเทศของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย สำหรับตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
อาจจะต้องหวังว่าคนไทยจะไม่ลืมง่ายเหมือนเคย และใช้ข้อมูลในการตัดสินใจด้วย … มองโลกในแง่ดีอ่ะนะครับ
หลังจากไม่ได้เขียน Blog มานานมาก ขอกลับมาเขียนหลังจากประเทศชาติบ้านเราได้มีรัฐบาลใหม่ มีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกเมื่อไม่นานมานี้
เรื่องที่ถกเถียงกันในช่วงนี้น่าจะเป็น ความเป็นไปได้และผลกระทบของนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่นำเสนอ ซึ่งจะไม่กล่าวในที่นี่ เพราะว่ามีข่าวหนึ่งดึงดูดความสนใจของผมเป็นอย่างยิ่ง ดูได้ตามลิงค์นี้ครับ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000083512
ข่าวนี้มีเนื้อความว่า ส.ส. ภาคอีสานของพรรคเพื่อไทย เรียกร้องขอตำแหน่งรมต. และรมช. รวม 10 ตำแหน่ง เพราะเห็นว่าพวกตนสามารถทำให้พรรคได้ที่นั่งในสภาเป็นจำนวนมาก มากกว่า ส.ส.กรุงเทพฯและที่อื่นๆ หาก ส.ส. กทม.ได้ 2 ที่นั่งในส่วนของกระทรวงต่างๆ พวกเขาควรจะได้ตำแหน่งมากกว่าตามสัดส่วนที่นั่ง ส.ส. ที่ได้
เมื่อได้อ่านข่าวนี้จึงเกิดความปลงและหงุดหงิดขึ้นว่า ตกลงเราจะได้ รัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วย ในกระทรวงต่างๆ มาจากการแบ่งเค้กกันของเหล่า ส.ส. ใช่หรือไม่ มิใช่ว่าได้คนที่มีความรู้ความสามารถเหมาะกับงานมาเป็นเจ้ากระทรวง …จากข่าว ตำแหน่งเจ้ากระทรวงดูจะเป็นรางวัลสำหรับผู้ท่ี “เล่น” การเมืองได้เก่งกาจ หาใช่ตำแหน่งที่เป็นภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่ผู้รับจะต้องดำเนินนโยบายเพื่อประโยชน์ของมหาชนไม่
ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้โพสต์ลิงค์นี้ขึ้นใน facebook พร้อมกับข้อความ “ที่ร้องจะเอาๆนี่มีความรู้ไปบริหารนโยบายพวกนี้มั้ยเนี่ย – -’ เวรกรรมประเทศไทย” จากนั้นมีเพื่อนพี่น้องหลายๆคนเข้ามาแสดงความเห็น จนกระทั่งมีความเห็นหนึ่งที่เห็นว่า นี่เป็นธรรมชาติของการเมืองอยู่แล้ว เพราะการเมืองเป็นเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ !!! และมันก็เป็นอย่างนั้นเองที่ ส.ส. จากภาคนั้นๆก็ควรจะเอาผลประโยชน์ไปลงให้กับจังหวัดหรือภูมิภาคของตน อย่างเช่น กรณีของตระกูลศิลปอาชากับจังหวัดสุพรรณบุรี หรือ ตระกูลชิดชอบ กับจังหวัดบุรีรัมย์
ตรงจุดนี้ผมเข้าใจว่า มันคือ สภาวะธรรมชาติของการเมืองไทยในปัจจุบัน …. ซึ่งจะนำไปสู่ความ _ิบหายของประเทศเป็นแน่แท้ สุดท้ายการเมืองเราก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยวันยังค่ำ เพราะ ประชาชนไม่ได้เลือก “ตัวแทน” ของเขาเข้าไปทำงานบริหารประเทศแทนเขา แต่เลือก “นาย” เข้าไปหาผลประโยชน์มาให้พวกตน ส่วน “นาย” จะใช้อำนาจหาผลประโยชน์อย่างไรก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ประโยชน์ที่พวกตนได้ยังคงมีอยู่ ไม่ว่าประเทศส่วนร่วมจะเป็นอย่างไรก็ตาม!!!
ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนควรจะมีมุมมองต่อประเทศ และรู้ว่าตนเองเห็นว่าประเด็นใดเป็นประเด็นสำคัญของประเทศ ปัญหาที่ควรแก้ ประเด็นที่ควรจะพัฒนา นักการเมืองมีหน้าที่นำเสนอ policy menu ที่จะตอบโจทย์เหล่านั้น คนก็เลือกนักการเมืองที่นำเสนอ Policy menu ได้ตรงหรือใกล้เคียงกับความเห็นของประชาชนคนนั้นๆประหนึ่งว่าประชาชนคนนั้นมีโอกาสบริหารประเทศเอง ในส่วนนี้การศึกษามีผลสำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีภาพเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศ รู้ว่าแต่ละนโยบายน่าจะส่งผลอย่างไรต่อประเทศได้บ้าง โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับผลของนโยบายต่อเศรษฐกิจ /สังคม/การเมือง ของประเทศ (ซึ่งอาจจะเป็นความรู้จากการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา …หรือจากประสบการณ์จริงในชีวิตที่ผ่านการทบทวนมาแล้วก็ได้-ในแง่นี้ ชาวบ้านที่อาจจะไม่ได้รับการศึกษาที่เท่าเทียม แต่ใช้เหตุผลเข้าใจสังคม ก็ได้เหมือนกัน)
ความแตกต่างอย่างสำคัญระหว่างมุมมองที่นำเสนอนี้กับมุมมองเกี่ยวกับประชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่ก็คือ สำหรับมุมมองที่นำเสนอนั้น สิ่งที่ประชาชนคิดอยู่ในใจ เวลาเลือกนักการเมืองและนโยบาย คือ ถ้าเกิดนโยบายนี้ได้ทำแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยรวมอย่างไร … ซึ่งต่างจากประชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่ ที่มองว่า นักการเมืองในท้องถ่ินของตนจะต้องนำประโยชน์มาให้แก่พวกตนเท่านั้น ซึ่งผมมองว่าแบบหลังก็คือ แบบ “กบเลือกนาย” นั่นเอง
ผมเข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น และอาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ยากลำบาก … แต่ถึงกระนั้นเราก็ไม่ควรคิดว่า นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็นในการเมืองไทย เราควรจะรู้ว่าอะไรคือสภาวะที่ควรจะเป็นของการเมืองไทย และอย่างน้อยก็ค่อยๆเขยิบๆ ค่อยๆเปลี่ยนมันไปเรื่อย มันอาจจะไม่ได้ในรุ่นนี้หรือรุ่นเรา ก็ให้มันได้ในรุ่นลูกรุ่นหลาน ค่อยๆช่วยกันทำให้สิ่งเหล่านี้มันหายไป